6 ก.ค. 2556

การสร้างสมดุลภายในองค์กร

หลังจากว่างเว้นจากการเขียนบล๊อกไปเกือบ 4 ปี วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้
กลับมาเขียนเล่าประสบการณ์และแนวคิดของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งจะขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง "การสร้างสมดุลภายในองค์กร"

การจะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ พวกเราจะต้องร่วมกันสร้างความสมดุลภายในองค์กรของเราให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยความสมดุลที่ว่านี้มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กันองค์กรจึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ความสมดุลด้านแรก คือผลประกอบการของบริษัท จะต้องดีเพียงพอที่จะทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้ และสามารถพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่อง

ความสมดุลด้านที่สอง คือความพึงพอใจของลูกค้า หากลูกค้ามีความพึงพอใจในการใช้บริการย่อมจะส่งผลให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ความสมดุลด้านที่สาม คือการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้องค์กรต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งควรให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ อันจะทำให้องค์กรได้รับความร่วมมือจากพนักงานที่จะเป็นปัจจัยหลัก ในการทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ  

ความสมดุลด้านที่สี่ คือ ความพึงพอใจของพนักงาน ผมคิดว่าความสมดุลนี้มีความสำคัญมากที่สุดโดยเฉพาะธุรกิจบริการ พนักงานจะต้องมี ความสุขที่จะให้บริการ ซึ่งสิ่งนี้จะสะท้อนออกมาผ่านคุณภาพการบริการ เพราะหากเรามีความสุขที่จะให้บริการ การบริการย่อมจะออกมาดี ส่งผลให้ลูกค้าพึงพอใจ สิ่งที่จะทำให้พนักงานมีความสุขที่จะให้บริการ ต้องเกิดจากการที่ พนักงานภูมิใจในงานที่ตนเองทำ ภูมิใจที่ได้ทำงานในองค์กร

หน้าที่ของผู้บริหารคือต้องพยายามสร้างสมดุลทั้ง 4 ด้านนี้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร

26 มิ.ย. 2551

ราคาน้ำมันดิบโลก 130 ดอลลาร์มาจากอะไร

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4013 (3213)
การประชุมสุดยอดพลังงานที่เมืองเจดดาห์ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นภาพปกติให้เห็น คือ ความผันผวนในตลาดน้ำมัน ดิบโลก และราคาที่มีแรงกดดันให้ปรับขึ้นมากกว่าลง ซาอุดีอาระเบียผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของกลุ่มโอเปก และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันแต่ละวันอีกประมาณ 200,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 9.7 ล้านบาร์เรล ในเดือนกรกฎาคม แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาจากทั้งสมาชิกโอเปกบางประเทศ และ นักวิเคราะห์บางราย มองไปในมุมเดียวกันว่า แผนริเริ่มต่างๆ ของซาอุดีอาระเบียยากจะดึงราคาน้ำมันดิบลงมา เนื่องจากการ พุ่งทะยานเหนือ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาจากการเก็งกำไรในตลาด มากกว่าจะมาจากเหตุผลของการขาดแคลนน้ำมันไมค์ วิตเนอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยน้ำมัน ของโซซิเอเต เชเนราล ในลอนดอน ให้ความเห็นระหว่างให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาร์เรลต่อวัน ไม่ถือว่ามากเลย โดยเฉพาะหากเมื่อเทียบกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งออกมาว่าจะมีการเพิ่มผลิต 500,000 บาร์เรลเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์กได้พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ระหว่างวันที่ 139.89 ดอลลาร์ มากกว่าระดับราคาเมื่อ 6 ปีก่อนถึง 5 เท่าตัว ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การประท้วงและการจลาจลในประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน กระตุ้นเงินเฟ้อให้ปะทุเร็วขึ้น และบีบให้ ผู้บริโภคเชื้อเพลิงบางกลุ่ม โดยเฉพาะ สายการบิน ต้องเลิกกิจการหากพิจารณาจากแถลงการณ์ร่วมของ ที่ประชุมเจดดาห์ จะพบว่าเป้าหมายหนึ่งของผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะในฟากของประเทศ ผู้ผลิตน้ำมัน ได้พุ่งไปที่พฤติกรรมการเก็งกำไร โดยเฉพาะสาระสำคัญที่ "เรียกร้องให้มีการเพิ่มความโปร่งใสและการกำกับดูแลตลาดการเงินผ่านมาตรการต่างๆ ที่จะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของ พวกกองทุนดัชนี (index fund) และ ตรวจสอบพฤติกรรมระหว่างตลาดต่างๆ ในตลาดน้ำมันดิบ"ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่า "การเก็งกำไร" กำลังเป็นประเด็นร้อนทั้งในวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดล่วงหน้า เสนอต่อคณะกรรมาธิการการค้าและพลังงานประจำสภาผู้แทนราษฎร ให้ข้อสรุปว่า นักเก็งกำไรเป็นผู้เล่นรายใหญ่สุดในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า โดยมีสัดส่วนในการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 เท่าของสัดส่วนการซื้อขาย เมื่อ 8 ปีก่อน โดยในปี 2543 นักเก็งกำไรมีสัดส่วนในการควบคุมสัญญาฟิวเจอร์น้ำมันในสถานะผู้ซื้อน้ำมันดิบสหรัฐ 37% ในตลาดนิวยอร์ก เมอร์แคนไทล์ โดยที่เหลือถือครองโดยผู้ที่เข้ามาซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง รวมถึง โรงกลั่น และสายการบิน ซึ่งต้องการประกันความเสี่ยงจากราคาเชื้อเพลิงในช่วงของการส่งมอบ แต่นับถึงเดือนเมษายนปีนี้ นักเก็งกำไรมีสัดส่วนในการควบคุมสัญญาฟิวเจอร์เพิ่มขึ้นเป็น 71%ข้อมูลดังกล่าวเป็นที่มาของแถลงการณ์ผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) โดยจอห์น ดิงเกลล์ ประธานกรรมาธิการการค้าและพลังงาน ซึ่งแสดงความกังวลต่อบทบาทของนักเก็งกำไร และข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าว่า อาจจะไม่เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานของอุปสงค์-อุปทานในตลาด ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนฯสหรัฐยังมีการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อการป้องกันการเก็งกำไรราคาอย่างไม่เป็นธรรม (Prevent Unfair Manipulation of Prices : PUMP) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำจัดช่องโหว่ที่เปิดให้ผู้ค้าในตลาดพลังงานทำกำไรมากเกินควร และสร้างปัญหาราคาน้ำมันแพงให้ผู้บริโภคต้องรับผลกระทบ ร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอโดยบาร์ต สติวแพค ส.ส.สังกัดพรรคเดโมแครต และเป็นประธาน อนุกรรมาธิการฝ่ายการตรวจสอบและการกำกับดูแล ภายใต้กรรมาธิการการค้า และพลังงาน สภาผู้แทนฯ สติวแพคระบุว่า การเก็งกำไรมากเกินควรกำลังจะ "ฆ่า" เศรษฐกิจของสหรัฐ พร้อมตั้งสังเกตว่า ที่ผ่านมาการเก็งกำไร จะมีสัดส่วนในราคาน้ำมันดิบเพียง 8-9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น แต่ปัจจุบันการเก็งกำไรมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกือบครึ่งหนึ่งของระดับราคาอย่างไรก็ตาม สัดส่วนการเก็งกำไร ในตลาดน้ำมันยังมีมุมมองต่าง ดังตัวเลขประเมินของกระทรวงพลังงานสหรัฐ ที่คาดว่าการเก็งกำไรมีสัดส่วนประมาณ 10% ของราคาน้ำมัน หรือประมาณ 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกเหนือจากประเด็นเก็งกำไรแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อราคาน้ำมันยังมาจาก "ดอลลาร์อ่อน" ซึ่งนับจากสิ้นปี 2544 อัตราอ้างอิงของเงินดอลลาร์สหรัฐที่คำนวณจากตะกร้าเงินของประเทศคู่ค้าหลายสกุลได้ลดลง 37% แต่ในแง่ผลกระทบจากราคานั้น พบว่าจากต้นปี 2544-2548 ราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 46% เมื่อคิดจากมูลค่าเงินดอลลาร์ แต่หากเทียบเป็นมูลค่าเงินยูโรจะเพิ่มขึ้นเพียง 8% และเฉพาะในช่วงมกราคม 2549 ถึงมกราคม 2551 พบว่าราคาน้ำมัน ในช่วง 2 ปีนี้ ได้เพิ่มขึ้น 46% เมื่อคิด จากมูลค่าเงินดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 17% เมื่อคิดเป็นเงินยูโรในแง่ปัจจัยของอุปสงค์อุปทาน แอนดรูว์ แบรี จากบาร์รอน สิ่งพิมพ์ในเครือดาวโจนส์ ระบุในบทความเรื่อง Bye Bubble ? : the price of oil may be peaking ว่า โดยเฉลี่ยชาวอเมริกันมีการบริโภคต่อคนอยู่ที่ 25 บาร์เรลต่อปี ญี่ปุ่นใช้พลังงาน 14 บาร์เรลต่อคนต่อปี ขณะที่จีน พบว่า 1.3 พันล้านคน บริโภคน้ำมันแค่ 2 บาร์เรลต่อคนต่อปี และประชากร 1.1 ล้านคนของอินเดีย มีอัตราการใช้น้ำมันไม่ถึง 1 บาร์เรลต่อคนต่อปีอย่างไรก็ตาม เขาได้ตั้งข้อสังเกตในบทความว่า เป็นเรื่องยากที่ประเมินได้ว่าปัจจัยพื้นฐานของอุปสงค์-อุปทานมีผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% ในปีนี้ มากน้อยแค่ไหน และไม่มีใครรู้ว่าปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยดอลลาร์ การเก็งกำไร ในตลาดคอมมอดิตี้ส์ และผลประโยชน์ ของนักลงทุนกลุ่มสถาบัน มีมากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็คิดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่คลางแคลงใจว่า การพุ่งขึ้นของราคามาจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่หลักทาง เศรษฐศาสตร์เท่านั้น

19 มิ.ย. 2551

ทำไม ไม่ควรรั้ง พนักงานที่ขอลาออก

จากบทความคราวที่แล้ว อาจจะมีข้อสงสัยว่าทำไมผมไม่นิยมรั้งพนักงานที่ขอลาออก สาเหตุแรกคือ พนักงานที่จะลาออกส่วนใหญ่จะต้องมีปัญหา ที่บริษัทไม่สามารถตอบสนองความต้องการบางอย่างของพนักงานคนนั้นได้ เพราะฉะนั้นหากผมรั้งให้พนักงานอยู่ต่อ... จากประสบการณ์อีกไม่นานพนักงานคนนั้นก็ต้องลาออกอีกครั้งอยู่ดี
สาเหตุที่สอง หากพนักงานคนนั้นมีความรักองค์กรจริง เมื่อเขาประสบปัญหาเขาควรจะแจ้งให้บริษัทรับทราบเพื่อทำการแก้ไข มิใช่การบอกให้บริษัททราบในวันที่เขาลาออก ... อย่างนั้นแสดงว่าเขาไม่รักองค์กรจริง แต่ผู้บริหารเองก็ต้องพิจารณาด้วยนะครับว่า ท่านให้โอกาสพนักงานของท่านถ่ายทอดปัญหาให้กับท่านได้รับฟังบ้างหรือไม่ ถ้าท่านไม่เคยรับฟัง ... อย่าได้แปลกใจที่องค์กรของท่านจะมีพนักงานลาออกเรื่อยๆ โดยท่านไม่สามารถแก้ไขได้
สาเหตุที่สาม คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด ... การที่พนักงานขอลาออก แสดงว่าพนักงานคนนั้นหมด "ใจ" ในการทำงานให้กับบริษัทแล้ว ... พนักงานที่หมด "ใจ" จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงกว่า 30% แล้วท่านคิดว่าเมื่อประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เช่นนี้แล้ว ท่านยังอยากจะจ้างพนักงานคนนี้ ด้วยเงินเดือนเท่าเดิมหรือไม่ ... ไม่ต้องพูดถึงการขึ้นเงินเดือนให้พนักงานอยู่ต่อครับ
ท่านควรจะไปเพิ่มเงินเดือนให้กับคนที่จงรักภักดีกับองค์กรให้มากขึ้น แก้ปัญหาที่ได้รับฟังจากพนักงานที่ลาออก เพื่อไม่ให้คนรับใหม่ต้องเจอกับสภาพเช่นเดิมอีก ... ที่สำคัญอย่าลืมอวยพรให้กับพนักงานที่ลาออกโชคดีด้วยนะครับ ...

18 มิ.ย. 2551

พนักงานขอลาออก?

พนักงาน คือ ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ การสูญเสียพนักงานย่อมส่งผลกับองค์กรไม่มากก็น้อย แล้วเราควรจะจัดการกับพนักงานที่ลาออกอย่างไรดี

ผู้บริหารบางคนจะเรียกพนักงานมาแล้ว เพิ่มเงินเดือนให้ นี่คือวิธีการที่นิยมใช้มากที่สุด เพื่อเหนี่ยวรั้งพนักงานเอาไว้ แต่จะบอกว่าวิธีการนี้ส่งผลเสียมากที่สุดเช่นกัน เพราะจะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด และไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของพนักงาน แถมยังสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้กับพนักงานที่จงรักภักดีกับองค์กร ไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยมีปากเสียง แต่ไม่ได้รับการปรับเงินเดือน
ผู้บริหารบางคนไม่สนใจ คุณจะลาออกก็เชิญ บริษัทนี้มีแต่คนอยากจะเข้ามาทำงาน คุณออกไปคนเดียวไม่กระทบกับองค์กรหรอก ก็อาจจะถูกแต่มันทำให้คุณเสียโอกาสที่สำคัญไปนะ
ผู้บริหารที่ดี ควรจะเรียกพนักงานเข้ามาเพื่อทำการสัมภาษณ์ก่อนออกจากงาน ซึ่งคุณจะได้รับข้อมูลบางอย่างที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ขอให้คิดไว้เสมอว่าสาเหตุของการลาออกของพนักงานไม่ได้มีแค่สาเหตุจากเรื่องผลตอบแทนเท่านั้น แต่มีสาเหตุอื่นๆ อีกหลายสาเหตุที่มีเหตุผลมากกว่า
ผมเองจะไม่นิยม ที่จะรั้งพนักงานที่ขอลาออกให้ทำงานต่อ ... สาเหตุ เหรอครับ เอาไว้คราวน่าจะเล่าให้ฟังครับ

6 มิ.ย. 2551

ประเภทและรูปแบบของการวิจัย

ประเภทและรูปแบบของการวิจัย
การวิจัยอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
2.1 การวิจัยตามศาสตร์
2.2 การวิจัยตามวัตถุประสงค์
2.3 การวิจัยตามการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 ประเภทการวิจัยตามศาสตร์ มี 2 สาขาใหญ่ คือ
2.1.1 วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural science) เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา อาจเรียกว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือ Pure science research
2.1.2 สังคมศาสตร์ (Social science) เช่น เรื่องจิตวิทยา พฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ ปรากฏการณ์ทางสังคม การอยู่ร่วมกันในสังคม วัฒนธรรม อารยธรรม
2.2 ประเภทการวิจัยตามวัตถุประสงค์
2.2.1 การวิจัยพื้นฐาน (Basic research, pure research, theoretical research)
2.2.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied research)
1) การวิจัยปรับใช้ (Adaptive research)
2) การพัฒนาโดยการทดลอง (Experimental development)
3) การวิจัยเชิงตรวจสอบ (Exploratory research)
4) การวิจัยเพื่อการพยากรณ์ (Prediction research)
5) การวิจัยเพื่อการวางแผน (Planning research)
6) การวิจัยเพื่อการพัฒนา (Development research)
2.3 ประเภทการวิจัยตามวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.3.1 การวิจัยเอกสาร ศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ นิยมในสถานศึกษา (Documentary research)
2.3.2 การวิจัยจากสนาม (Field research)
1) การวิจัยโดยการสังเกตการณ์ (Observation research)
2) การวิจัยแบบสำมะโน (Census research)
3) การวิจัยแบบสำรวจ (Survey research)
4) การวิจัยกรณี (Case study หรือ Intensive investigation)
5) การวิจัยเชิงการทดลอง (Experimental research)
2.4 การใช้เกณฑ์อื่น ๆ เพื่อจำแนกประเภทการวิจัย อาจจำแนกโดย
1) ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย เช่น การวิจัยพื้นฐาน ประยุกต์ เชิงปฏิบัติ
2) คุณลักษณะข้อมูล เช่น การวิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ
3) ระดับการศึกษาของตัวแปร เช่น การวิจัยเพื่อสำรวจเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน
4) ชนิดของข้อมูล เช่น เชิงประจักษ์ ใช้ข้อมูลปฐมภูมิ เชิงไม่ประจักษ์ ใช้ข้อมูลทุติภูมิ
5) ลักษณะการศึกษาตัวแปร เช่น เชิงสำรวจ ศึกษาย้อนหลัง เชิงทดลอง
6) ระเบียบวิธีการวิจัย เช่น เชิงประวัติศาสตร์ เชิงพรรณนา เชิงทดลอง
2.5 การวิจัยประเภทอื่นๆ
2.5.1 การวิจัยเชิงพรรณนาหรือแบบบรรยาย (Descriptive research)
* บรรยายสภาพคุณลักษณะ คุณสมบัติ รายละเอียดของเหตุการณ์
* ศึกษาข้อเท็จจริงใหม่ๆ แต่ไม่แสวงหาคำอธิบายว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
2.5.1.1 วัตถุประสงค์
1) รวบรวมข้อมูลปัจจุบันว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร
2) นำข้อมูลปัจจุบันไปอธิบายประเมินผลหรือเปรียบเทียบ
3) ศึกษาความสัมพันธ์และแนวโน้มของเหตุการณ์ปัจจุบัน
2.5.1.2 ลักษณะข้อมูลวิจัยเชิงพรรณนาหรือบรรยาย
* ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitive data) เช่น เนื้อที่ น้ำหนัก อายุ
* ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitive data) ได้จากการสัมภาษณ์ เช่น ทัศนคติ ความเห็น ดัชนี (Index) มาตราวัด (Scale)
2.5.1.3 ชนิดของการวิจัยเชิงบรรยาย
1) เชิงสำรวจ
2) เชิงความสัมพันธ์
3) เชิงศึกษาพัฒนาการ
2.5.2 การวิจัยเชิงอธิบาย (Explainatory research)
* มุ่งตอบปัญหาว่าอย่างไรและทำไมตัวอย่างอัตราของการติดยาเสพติดในกลุ่มอาชีพเป็นเชิงพรรณนาเหตุผลว่าทำไมคนบางกลุ่มติดยาเป็นเชิงอธิบาย
2.5.3 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research)
* เน้นการใช้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขยืนยันความถูกต้องของข้อค้นพบและข้อสรุปต่างๆ เป็นการวิจัยที่มีคุณภาพ
2.5.4 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research)
* เน้นหารายละเอียดต่างๆ อย่างลึกซึ่ง โดยศึกษาไม่กี่หน่วย
*ไม่มุ่งเก็บตัวเลขมาวิเคราะห์ให้ได้คำตอบที่ใช้ได้อย่างกว้างขวาง อาจเรียกว่า"การวิจัยทางมานุษยวิทยา" หรือ "การวิจัยแบบเจาะลึก"
2.5.5 การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross - sectional research)
* เก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้ววิเคราะห์หาความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆตัวอย่าง ศึกษาอัตราการวางแผนครอบครัว การยอมรับนวัตกรรม แบ่งเป็น
1) แบบตัดขวาง แบบง่าย (Simple cross - section research)
2 ) แบบทิ้งช่วง (Cross - section research with time lag)
* คือ เก็บข้อมูลครั้งเดียวแต่ตัวแปรมีมิติด้านเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นตัวแปรตาม คือ การมีบุตรปีนี้ ตัวแปรอิสระคือ รายได้ในรอบ 5 ปีหรือของปีที่แล้ว
*ตัวแปรตามเป็นตัวแปรเกิดหลังจากตัวแปรอิสระ
2.5.6 การวิจัยระยะยาว (Longitudinal study)
*เป็นการวิจัยที่มีการเก็บข้อมูลมากกว่า 1 ครั้ง แล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ มีหลายแบบ
เช่น เก็บตัวอย่างจากกลุ่มเดียวหลายครั้ง (Panel studies) หรือเปลี่ยนกลุ่มตัวอย่างทุกครั้ง (Successive sample)
2.5.5 และ 2.5.6 อาจเรียกว่าการศึกษาการเจริญเติบโตหรือ Growth study
2.5.7 การวิจัยกรณีศึกษา เลือกหมู่บ้าน อำเภอ แล้วศึกษาอย่างละเอียด ข้อจำกัดของผลการวิจัยคือ ไม่อาจใช้ได้อย่างกว้างขวาง

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย
1.1 ความหมายของการวิจัย
คือ การหาความรู้ความจริง ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการรวบรวมข้อมูล จัดระเบียบข้อมูล วิเคราะห์และตีความหมายผลที่ได้จากกาiวิเคราะห์

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องของการวิจัย
* การกำหนดหัวข้อ การแจกแจงประเด็น การออกแบบการวิจัย การกำหนดประชากรเป้าหมาย กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดระเบียบข้อมูล การวิเคราะห์และการตีความหมาย การเขียนรายงาน

โปรดสังเกต : ความหมายของ “ความรู้” “ความจริง” ดูหนังสือ “การวิจัยทางพฤติกรรม” เรื่องอื่นๆ ที่ควรศึกษาคือ ธรรมชาติของการวิจัย ความเชื่อพื้นฐานทางสังคม ลักษณะที่สำคัญของนักวิจัย

กระบวนการค้นหาความจริงมี 5 ขั้นตอน

1) จะต้องมีปัญหาและความต้องการในการตอบปัญหา
2) กำหนดขอบเขต ให้นิยามปัญหา เพื่อมุ่งหาคำตอบ
3) ตั้งสมมุติฐานเพื่อคะเนคำตอบ
4) กำหนดวิธีการทดสอบสมมุติฐาน
5) ทดสอบสมมุติฐาน

สรุป : คือระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์นั่นเอง
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.2.1 เพื่อการแก้ปัญหา
1.2.2 สร้างทฤษฎี เพราะกฎเกณฑ์และทฤษฎีสามารถนำไป
ก) อ้างอิง (Generalization)
ข) อธิบาย (Explaination)
ค) ทำนาย (Prediction) และควบคุม (Control) ปรากฏการณ์ต่างๆ
1.2.3 เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี เพราะเวลาเปลี่ยนไป กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป
1.3 ประโยชน์ของการวิจัย
- เกิดความรู้
- แก้ปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้องและยุติธรรม
- กำหนดนโยบายและวางแผนได้ถูกต้อง
- แก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน
- เสริมสร้างสมรรถนะของนักบริหารในการวินิจฉัยสั่งการ
สรุป : เกิดวิทยาการใหม่ แนวทางแก้ปัญหา กำหนดนโยบาย ท้ายสุดคือพัฒนาประเทศ
1.4 การวิจัยกับวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ คือ การแสวงหาความรู้ความจริง การวิจัย มีกระบวนการคล้ายคลึงกับกระบวนการของ ระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์ คือมีขั้นตอน
1) ปัญหา เกิดขึ้นเพราะไม่สามารถหาวิธีการที่จะให้ ความหมาย ลักษณะเหตุการณ์หรืออธิบายปรากฏการณ์นั้น
2) วิเคราะห์และนิยามปัญหา เพื่อให้ชัดเจนขึ้น
3) สร้างสมมุติฐาน หรือหาทางชี้แนะคำตอบของปัญหา
4) ให้เหตุผลเบื้องหลังสมมุติฐาน อาศัยทฤษฎีหรือความจริงต่างๆ ที่เคยค้นพบมาแล้ว
5) ทดสอบสมมุติฐาน โดยการปฏิบัติจริง ขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะค้นพบความจริงที่นำมาใช้อธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นได้
1.5 การวิจัยทางสังคมศาสตร์ สังคมศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับ
1) จิตใจ พฤติกรรม ปรากฏการณ์ทางสังคม การอยู่ร่วมกัน วัฒนธรรม อารยธรรม โดยศึกษาแนวทางที่ทำให้เกิดการพัฒนา เพื่อสันติสุขในสังคม
2) ปรากฏการณ์ทางสังคม เช่น การชุมนุมการรวมกลุ่มเกษตรกร พัฒนาหมู่บ้านร่วมกัน การดำเนินการร่วมกันทางเศรษฐกิจและสังคม การเมือง ศาสนา
3) สังคมศาสตร์ประกอบด้วยสาขาวิชา เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
4) บางตำราสังคมศาสตร์ หมายรวมถึง
- มนุษยศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ บรรณารักษ์ศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา อักษรศาสตร์และอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน
- การศึกษา วิชาทางการศึกษา พลศึกษา ฯลฯ
- วิจิตรศิลป ได้แก่ วิชาทางสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ฯลฯ
- สังคมศาสตร์ ธนาคาร พานิช บัญชี รัฐศาสตร์ ฯลฯ
- นิติศาสตร์ เป็นต้น
สรุป : การวิจัย หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าหาความจริงอย่าง มีระบบระเบียบแบบแผน โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆหรือแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนากิจกรรมต่างๆตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย

22 เม.ย. 2551

กลยุทธ์การดำเนินงานและการปฏิบัติงาน

กลยุทธ์การดำเนินงานหมายถึงวิสัยทัศน์และแผนระยะยาวเกี่ยวกับการแปรรูปปัจจัยนำเข้าให้เป็นผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการสำหรับลูกค้า ซึ่งเราสามารถอธิบายโดยใช้แบบจำลองกลยุทธ์การดำเนินงาน ซึ่งมีส่วนประกอบ 4 ประการคือ ภารกิจการดำเนินงาน ความสามารถเฉพาะ วัตถุประสงค์การดำเนินงานและนโยบายการดำเนินงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน นอกจากนี้ผู้กำหนดกลยุทธ์ยังต้องให้ความสำคัญกับสภาพแวล้อมทั้งภายนอกและภายในองค์การ ตลอดจนการนำกลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม
กลยุทธ์การปฏิบัติการ (Operation strategy) เพื่อการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน (competitive advantage) มีดังนี้
1. การกำหนดภารกิจและกลยุทธ์ (identifying mission and strategies)
2. การบรรลุข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยการปฏิบัติการ (achieving competitive advantagethrough operations)
3. การตัดสินใจ 10 ประการในการบริหารการปฏิบัติการ (ten decisions of OM)
4. ประเด็นสำคัญในกลยุทธ์การปฏิบัติการ (issues in operations strategy)
5. การพัฒนากลยุทธ์และการปฏิบัติตามกลยุทธ์ (strategy development and implementation)
ภารกิจ (missions) เป็นงานพื้นฐานกิจกรรม และลักษณะงานขององค์การ โดยเป็นจุดมุ่งหมายขั้นพื้นฐาน (basic purpose) และเป็นขอบเขตการปฏิบัติการ (scope of operations) ขององค์การ
กลยุทธ์การปฏิบัติการ (Operation strategy) เป็นแผนเพื่อการบรรลุวัติถุประสงค์การปฏิบัติการในสายผลิตภัณฑ์
บริษัทจะบรรลุภารกิจได้ 3 ทางคือ
1. การสร้างความแตกต่าง (differentiation)
2. ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน (cost leadership)
3. การตอบสนองที่รวดเร็ว (quick response)
การบรรลุข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยการปฏิบัติการ (achieving competitive advantage through operations) ประกอบด้วย
1. กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง (differentiation strategies) : ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ บริการ คุณภาพ และนวัตกรรม มีดังนี้ (ก) รูปร่างของผลิตภัณฑ์ (product features) (ข) การเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ (adding value to goods and services) (ค) คุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือคุณภาพของบริการ (product quality or service quality) (ง) ภาพลักษณ์ที่พึงปรารถนา (desirable image) (จ) นวัตกรรม (innovation)
2. การแข่งขันด้านต้นทุน (Competing on cost)
3. การแข่งขันด้านตอบสนอง (Competing on response) มีดังนี้ (1) การตอบสนองด้วยความยืดหยุ่น (Flexible response) (ข) ความเชื่อถือได้ของการจัดตารางเวลาปฏิบัติการ (reliability of scheduling) (ค) ความรวดเร็ว (Quickness)
การตัดสินใจในการบริหารการปฏิบัติการ 10 ประการ (ten decisions of OM) มีดังนี้
1. ด้านคุณภาพ (quality)
2. การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ (product design)
3. การออกแบบกระบวนการ (process design)
4. การเลือกทำเลที่ตั้ง (location selection)
5. การออกแบบผังโรงงาน (layout design)
6. ทรัพยากรมนุษย์และการออกแบบงาน (human resources and job design)
7. การบริหารเครื อข่ายปัจจัยการผลิต (supply-chain management)
8. สินค้าคงเหลือ (inventory)
9. การกำหนดตารางการปฏิบัติการ (scheduling)
10. การบำรุงรักษา (maintenance)
ประเด็นปัญหาในกลยุทธ์การปฏิบัติการ (issues in operations strategy) จะต้องพิจารณา
1. การวิจัย (research) เพื่อตรวจสอบประสิทธิผลของกลยุทธ์การบริหารการปฏิบัติการ
2. ศึกษาสภาพก่อนหน้าการปฏิบัติการ (preconditions) ในการพัฒนาประสิทธิผลของกลยุทธ์การบริหารการปฏิบัติการ
3. การเคลื่อนไหว (dynamics) ในการพัฒนากลยุทธ์การบริหารการปฏิบัติการ กลยุทธ์จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ (ก) กลยุทธ์เคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภายในองค์การ (changes within the organization) (ข) กลยุทธ์เคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม (changes in the environment)
การพัฒนากลยุทธ์และการปฏิบัติการ (strategy development and implementation) มีขั้นตอนดังนี้
1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (environmental analysis)
2. การกำหนดภารกิจของบริษัท (determine corporate mission)
3. การกำหนดกลยุทธ์ (form strategy)
ปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญ (critical success factors : CSFs) จะกำหนดตามขอบเขตหน้าที่ในบริษัทดังนี้
1. การตลาด
2. การเงิน/การบัญชี
3. การผลิต/การปฏิบัติการ
การสร้างและการจัดหาคนเข้าทำงานขององค์การ (build and staff the organization) มีกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ
1. กำหนดกลยุทธ์และปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญ (CSFs)
2. กำหนดกลุ่มกิจกรรมที่จำเป็นเข้าในโครงการสร้างขององค์การ
3. การบรรจุพนักงานด้วยบุคลากรที่เห็นว่าจะสามารถทำให้งานสำเร็จได้

19 เม.ย. 2551

การตลาด

การตลาด Marketing

ปัจจุบัน การตลาด (Marketing) มีความสำคัญต่อการบริหารองค์กรธุรกิจ และองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร (Non Profit Organization) ให้ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการบริหารองค์กรทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคการค้าเสรี (Free Trade) ซึ่งการค้าและการลงทุนมีความเสรีและเปิดกว้างทางการตลาดมากขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ภายใต้กรอบที่กำหนดโดยองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) หรือในยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีสาร สนเทศและระบบเครือข่าย Internet ซึ่งได้เพิ่มประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสารให้มีความสะดวกรวดเร็วขึ้น และพัฒนาเป็นระบบการค้าบนเครือข่าย Internet หรือธุรกิจ E-Commerce ซึ่งปัจจุบัน ถือเป็นช่องทางการตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าการค้าสูงนับเป็นแสนล้านบาทต่อปี ทั้งที่เริ่มแพร่หลายภายในเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น การตลาดจึงถือเป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่จะนำองค์กรสู่ความสำเร็จภายใต้สภาพแวดล้อมในการดำเนินงานในปัจจุบัน
ความหมายของตลาด การตลาด และส่วนประสมทางการตลาด
การตลาด ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน และมีผู้ให้ความหมายหรือนิยามของการตลาดไว้เป็นจำนวนมาก เช่น
Peter Drucker ให้ความหมายของการตลาด ดังนี้ "การตลาด คือความพยายามทำให้การขายขยายกว้างออกไป และด้วยความรวดเร็วที่สุด"
William J. Stanton ได้กล่าวไว้ว่า "การตลาด หมายถึง กิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมด ที่สามารถส่งผลกระทบระหว่างกันได้ เช่น การกำหนดราคา การจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการ และการส่งเสริมการตลาด เพื่อให้ตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้า ทั้งในปัจจุบันและผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต"
สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Marketing Association: AMA) ให้ให้นิยามคำว่าการตลาดไว้ดังนี้ "การตลาด หมายถึง การกระทำกิจกรรมต่างๆในทางธุรกิจซึ่งทำให้สินค้าและบริการเคลื่อนย้ายจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคหรือผู้ใช้แล้วได้รับความพึงพอใจ ในขณะเดียวกันก็บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
Dr. Philip Kotler ศาสตราจารย์ด้านการตลาดที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้นิยามของการตลาดว่า "การตลาด คือ กระบวนการทางสังคมและการจัดการที่ทำให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้รับสิ่งที่ตอบสนองความจำเป็น (needs) และความต้องการ (wants) โดยอาศัยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและนำไปแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่น”
ตลาด (Market) ประกอบด้วย
กลุ่มบุคคลหรือองค์กร
มีความจำเป็นหรือความต้องการ (Needs or Wants)
มีความเต็มใจในการแลกเปลี่ยนหรือมีความเต็มใจซื้อ (Willing to buy)
มีความสามารถในการแลกเปลี่ยน มีเงิน หรือ มีอำนาจซื้อ (Money to spend)
มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ เพื่อให้รับความพึงพอใจมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ (Authority to buy)
1. Needs, wants, demands
o Needs (ความจำเป็น)
เป็นอำนาจพื้นฐานที่กระตุ้นให้บุคคลเกิดความต้องการในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อมาตอบสนองในสิ่งที่ขาดหายไป แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
Physical needs คือ ความต้องการทางร่างกาย เช่น ปัจจัย 4 (อาหาร ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า ยารักษาโรค) ความอบอุ่น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
Social needs คือ ความต้องการทางสังคม เช่น การยอมรับ ความรักจากคนรอบข้าง
Individual needs คือ ความต้องการส่วนบุคคลซึ่งแตกต่างกัน เช่น ความต้องการศึกษาหาความรู้ การแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง

Wants (ความต้องการ)
คือ สิ่งที่สามารถตอบสนอง Need ได้ ซึ่งความต้องการของคนแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม สังคม และบุคลิกภาพส่วนบุคคล
Demands (ความต้องการซื้อ)
เป็นความต้องการในรูปของอำนาจในการซื้อ เนื่องจากมนุษย์มีความต้องการไม่จำกัด แต่มีเงินจำกัด เพราะฉะนั้นจึงต้องเลือกซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและสามารถตอบสนองหรือสร้างความพึงพอใจสูงสุด

2. Products and services
คือ สิ่งที่ผู้ผลิตหรือนักการตลาดนำเสนอแก่ตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจ (attention) การซื้อ (acquisition) การใช้ (use) หรือการบริโภค (consumption) โดยผลิตภัณฑ์นั้นต้องสามารถตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของผู้บริโภค แบ่งเป็น 6 ประเภท คือ
สินค้า (Goods)
บริการ (Services)
บุคคล (Persons)
สถานที่ (Place)
องค์กร (Organizations)
แนวความคิด (Ideas) /Services (บริการ) คือ กิจกรรมหรือผลประโยชน์ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนำเสนอแก่บุคคลอื่น โดยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ ตัวอย่างเช่น บริการเสริมสวย ซ่อมรถ ทำความสะอาด หรือ บริการรักษาความปลอดภัย เป็นต้น
3. คุณค่า/ มูลค่า/ ความพึงพอใจ
l คุณค่า(Value) = คุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคได้รับ
l มูลค่าของผลิตภัณฑ์ = จำนวนเงินที่จ่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์
l ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) เกิดขึ้นเมื่อ : คุณค่าที่ได้รับ > มูลค่าที่จ่าย
4. การแลกเปลี่ยน (Exchange)
Exchange (การแลกเปลี่ยน)
คือ การกระทำที่ทำให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการจากบุคคลอื่น โดยการเสนอสิ่งอื่นเป็นการตอบแทน (เช่น เงิน สิ่งของ หรือคำสัญญา เป็นต้น)
Transaction (การทำธุรกรรม)
เป็นการทำการค้าระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย คือระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยมีลักษณะดังนี้
ต้องมี 2 สิ่งที่มีคุณค่า
มีข้อตกลงหรือเงื่อนไข
มีระยะเวลาของการตกลง
มีสถานที่ในการตกลง
Relationships marketing (การสร้างความสัมพันธ์ทางการตลาด)
กระบวนการสร้าง รักษา และการเพิ่มสัมพันธภาพกับลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น พนักงาน ผู้ป้อนปัจจัยการผลิต ผู้กระจายสินค้า ผู้ค้าปลีก ธนาคาร รัฐบาล ชุมชน เป็นต้น
5. ตลาด/ตลาดเป้าหมาย
l ในความหมายของบุคคลทั่วไป ๆ
ตลาด : สถานที่ที่เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย
l ในความหมายของทางธุรกิจ
ตลาด : กลุ่มบุคคลที่คิดว่าจะซื้อสินค้า หรือความต้องการของผู้ซื้อกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจซื้อ
l ตลาดเป้าหมาย (Target Markets) : กลุ่มลูกค้าซึ่งผู้ขายเลือกที่จะเสนอขายสินค้า
ระบบการตลาด
l องค์ประกอบสำคัญในระบบการตลาด คือ บริษัทและตลาด ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยการเคลื่อนย้ายของสิ่งสำคัญ 4 ประการ คือ
1. สินค้าและบริการ
2. การสื่อสารไปสู่ตลาด
3. จำนวนเงินที่มาสู่บริษัท
4. ข้อมูลที่บริษัทได้รับ

เงินหรือสิ่งมีค่าใช้แลกเปลี่ยน
สินค้าและบริการ

ส่วนประสม
การตลาด (4 P’s)

กิจกรรมการตลาด
การสื่อสาร
ผู้บริโภค /
ผู้ซื้อ
ผู้ผลิต /
ผู้ขาย

ลักษณะของอุปสงค์ 8 แบบที่แตกต่างกัน
อุปสงค์เป็นลบ (Negative demand)
ไม่มีอุปสงค์ หรืออุปสงค์เป็นศูนย์ (No demand)
อุปสงค์แอบแฝง (Latent demand)
อุปสงค์ถดถอย (Faltering demand)
อุปสงค์ไม่สม่ำเสมอ (Irregular demand)
อุปสงค์เต็มขั้น (Full demand)
อุปสงค์ล้นเหลือ (Overfull demand)
อุปสงค์ที่ไม่มีประโยชน์ (Unwholesome demand)

1. ลักษณะอุปสงค์เป็นลบ
หมายถึง สถานการณ์ที่กลุ่มตลาดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนตลาดไม่ชอบผลิตภัณฑ์หรือบริการ และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นั้น
เป็นหน้าที่ของนักการตลาดที่จะวางแผนเปลี่ยนแปลงความต้องการที่เป็นลบให้เป็นบวก หรือเปลี่ยนจากการ “ไม่ชอบ” เป็น “ชอบ” สินค้านั้น ซึ่งจะเรียกงานการตลาดนี้ว่า การตลาดผกผัน
2. ไม่มีอุปสงค์ หรืออุปสงค์เป็นศูนย์
หมายถึง ตลาดไม่มีความต้องการหรือสนใจสินค้าที่เสนอ แบ่งออกได้ 3 ลักษณะ คือ
2.1 สินค้านั้นเป็นของไม่มีคุณค่า
2.2 สินค้านั้นเป็นของที่ไม่มีค่าในบางตลาด
2.3 สินค้านั้นเป็นสินค่าที่ตลาดไม่รู้จักคุณค่า หรือเป็นสินค้าที่ถูกค้นคิดขึ้นใหม่ คนจึงยังไม่รู้จักคุณค่า
ดังนั้น จึงเป็นงานของนักบริหารการตลาดที่จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการ ซึ่งเรียกว่า ตลาดเพื่อการกระตุ้น แม้ว่าจะเป็นงานไม่ง่าย แต่สามารถจะทำได้ ดังนี้
1. พยายามทำให้สินค้านั้นเป็นที่ต้องการในตลาดนั้น
2. เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สิ่งนั้นมีค่าแก่สภาวะแวดล้อม
3. พยายามกระจายและเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้านั้น เพื่อให้เกิดความต้องการ
3. อุปสงค์แอบแฝง
หมายถึง กลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งมีความต้องการบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่มีในตลาด ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักการตลาดที่จะคิดค้นการผลิตสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคต้องการ แต่ยังไม่มีใครริเริ่ม
นั่นคือ งานของนักการตลาดต้องพยายามทำให้ความต้องการที่แฝงอยู่เป็นความจริงขึ้นมา โดยการพัฒนาเรียกว่า การตลาดเพื่อพัฒนา (Developmental Marketing)

4. อุปสงค์ถดถอย
เป็นลักษณะความต้องการที่มีระดับน้อยลงกว่าเดิมและกำลังจะเริ่มตกลงทุกทีๆ
นักการตลาดต้องทำการตลาดมุ่งฟื้นอุปสงค์ (remarketing) คือ พยายามฟื้นฟูช่วงชีวิตของสินค้า โดยการหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ
5. อุปสงค์ที่ไม่สม่ำเสมอ
เหตุผลที่อุปสงค์มีลักษณะไม่แน่นอนนี้อาจจะเป็นเพราะฤดูกาล หรือความผันผวน
งานของนักการตลาด คือ พยายามแก้อุปสงค์ที่ผิดปกตินี้ โดยการพยายามทำให้อุปสงค์ และอุปทานพอเหมาะกัน
6. อุปสงค์เต็มขั้น
หมายถึง ตลาดมีความต้องการมากพอตามระดับที่ต้องการ ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้ขายพอใจ
อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่านักการตลาดจะอยู่นิ่งเฉย เพราะความต้องการตลาด หรืออุปสงค์ขึ้นอยู่กับแรงผลัก 2 ประการ คือ
1. ความต้องการและรสนิยมในตลาดเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
2. คู่แข่งขันที่กระตือรือร้น เมื่อขายสินค้าดี ย่อมมีคู่แข่งขันเข้ามาในตลาดอย่างรวดเร็วและพยายามดึงเอาระดับความต้องการจากบริษัทออกไป
งานของนักการตลาด คือ การรักษาระดับการตลาด พยายามรักษาประสิทธิภาพของกิจกรรมการตลาดวันต่อวัน
7. อุปสงค์ล้นเหลือ
หมายถึง อุปสงค์ที่เกินระดับที่นักการตลาดจะสามารถเสนอสนองให้ได้ ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดการขาดแคลนสินค้าชั่วคราวได้ เมื่อผู้ผลิตเผชิญกับระดับความต้องการที่ไม่คาดคิด
งานของนักการตลาด คือ พยายามลดความต้องการส่วนเกินซึ่งเรียกว่า การชะลอความต้องการของตลาด คือไม่กระตุ้นลูกค้าให้เกิดความต้องการ
8. อุปสงค์ที่ไม่มีประโยชน์
หมายถึง ความต้องการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เพราจะทำให้สุขภาพของประชาชนแย่ลง หรือสินค้านั้นมีคุณภาพไม่ดีพอ
งานของนักการตลาด คือ พยายามทำลายความต้องการนั้นเสีย คือ ถ้า บริษัทของเราขายสินค้าอยู่ก็ควรจะเลิกขาย เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่ชอบ

ปรัชญาในการบริหารการตลาด
การเรียนรู้หลักการบริหารการตลาด ควรทำความเข้าใจถึงปรัชญาหรือแนวความคิดในการบริหารการตลาด ที่ได้มีการจัดแบ่งออกเป็น 5 แนวความคิด ดังนี้
แนวคิดเน้นการผลิต (Production Concept)
ผู้ผลิตสินค้าให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการผลิต (Productivity) ให้สินค้าที่ผลิตได้มีจำนวนมากภายใต้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด เพื่อให้การจำหน่ายสามารถจำหน่ายได้ในราคาต่ำ เพราะในช่วงเวลานั้นผู้บริโภคจะพิจารณาซื้อสินค้าจากปัจจัยด้านราคา มากกว่าคุณภาพหรือรูปแบบของสินค้า
แนวคิดเน้นผลิตภัณฑ์ (Product Concept)
เป็นช่วงต่อเนื่องจากแนวคิดเน้นการผลิต เพราะเกิดผู้ผลิตหรือคู่แข่งขันในตลาดจำนวนมาก ทั้งยังสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น ในขณะที่สินค้าจากผู้ผลิตแต่ละรายไม่มีข้อแตกต่างด้านราคาจำหน่ายมากนัก ผู้บริโภคจึงเริ่มตระหนักถึงคุณภาพมากกว่าเดิม เช่น รถยนต์จะต้องมีความทนทาน และเร็วขึ้น หรือวิทยุ ที่จะต้องรับสัญญาณได้ มีคุณภาพเสียงชัดเจนขึ้น เหล่านี้เป็นต้น ผู้ผลิตจึงหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความคาดหวังของผู้บริโภค เพื่อสร้างข้อแตกต่างให้กับสินค้าของตนในตลาด
แนวคิดเน้นการขาย (Selling Concept)
เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาขึ้นต่อเนื่องจากแนวคิดที่เน้นผลิตภัณฑ์ เพื่อแก้ปัญหายอดขายตกต่ำ ทั้งๆ ที่สินค้ามีคุณภาพ จึงเน้นที่การขายโดยพนักงานขายเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าที่เสนอขายนั้นๆ และสามารถเพิ่มยอดขายให้แก่ผู้ผลิตได้อย่างมาก การขายจึงเฟื่องฟูในยุคดังกล่าวนี้ อย่างไรก็ตาม การขายได้เริ่มตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วตามสัดส่วนความเชื่อถือที่ผู้บริโภคมีต่อพนักงานขาย ซึ่งเป็นเพราะความต้องการขายของพนักงานขายในอันที่จะพยายามขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้มากกว่าคู่แข่งขัน โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและปัจจัยอื่นๆ ของสินค้ากับความจำเป็นและต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง จึงสร้างความไม่พอใจและเป็นทัศนคติในด้านลบที่ผู้บริโภคมีต่อพนักงานขายอย่างมาก


แนวคิดเน้นการตลาด (Marketing Concept)
แนวคิดนี้เกิดขึ้นภายหลังแนวคิดด้านการขายตกต่ำลง และถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ กล่าวคือ ไม่ได้เริ่มต้นที่การผลิตสินค้าแล้วจึงคิดหาช่องทางจัดจำหน่ายออกไปดังเช่นยุคต่างๆ ที่ผ่านมา แต่จะเริ่มต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญจากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้รับมาดำเนินการผลิตสินค้า เพื่อสร้างความพอใจสูงสุดแก่ผู้บริโภคภายใต้ผลตอบแทนในรูปของกำไรสูงสุดที่องค์กรจะได้รับและในปัจจุบันแนวคิดดังกล่าว ยังคงถือเป็นแนวคิดหลักของการดำเนินธุรกิจทั่วไป
แนวคิดการตลาดเพื่อสังคม (Societal Marketing Concept)
เป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นจากความเห็นว่าการดำเนินธุรกิจโดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและผลกำไรสูงสุดขององค์กรเท่านั้น ไม่ถือเป็นแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคม เพราะการดำเนินกิจกรรมทางการตลาด สามารถที่จะสร้างผลกระทบทางลบต่อสังคมโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น กระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างไร้เหตุผล เกิดการแบ่งชนชั้นภายในสังคม เกิดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นผลร้ายต่อสังคมในระยะยาวอย่างยิ่ง ผู้บริหารการตลาดในปัจจุบัน จึงควรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวมควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และวัตถุประสงค์ขององค์กร

ความสำคัญของการตลาด เพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสำคัญของการตลาด จึงได้แบ่งเป็นระดับต่างๆ ดังนี้
1. ความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม
- การตลาดสร้างความต้องการซื้อ
- การตลาดช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ
- การตลาดทำให้เกิดการหมุนเวียนปัจจัยการผลิต
- ทำให้เกิดการจ้างงาน ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดปัญหาสังคม
2. ความสำคัญต่อธุรกิจหรือองค์การ
- การตลาดเป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้และกำไรให้บริษัท
- เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ
- การตลาดเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
- ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยการประหยัดจากการผลิตจำนวนมาก (Economies of Scales)
- การแข่งขันทางการตลาดทำให้เกิดการพัฒนา สินค้าใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ตลอดเวลา
3. ความสำคัญต่อบุคคล
- ทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจเป็น
- การสร้างอรรถประโยชน์ (Utility) ให้กับผู้บริโภค
- สร้างอาชีพให้บุคคล
- ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขี้น
- ทำให้ผู้บริโภคได้รับข่าวสารการตลาด และมี ความรู้เกี่ยวกับสินค้าเพิ่มขึ้น
ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix)
คือ เครื่องมือทางการตลาดที่กิจการต้องใช้เพื่อการสนอง ความต้องการของลูกค้า ทำให้เกิดความพอใจ โดยจะ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ หรือ 4P’s
1. ผลิตภัณฑ์ (Product)
2. ราคา (Price)
3. การจัดจำหน่าย (Place)
4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion)

แนวโน้มของการตลาดในศตวรรษที่ 21
l การแข่งขัน (กระแสโลกาภิวัฒน์)
l นโบายของรัฐบาล
l การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก
l การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ
l กระแสการเรียกร้องด้านจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เนื่องจากทรัยกรมีจำกัด

18 เม.ย. 2551

โปรแกรมเชิงเส้นตรง (linear Programming)

เป็นเทคนิคเชิงปริมาณอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในการดำเนินงานของธุรกิจปัจจุบัน
เป็นตัวแบบทางคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นแทนปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสอดคล้องกับเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัญหานั้นๆ โดยที่ความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ในเป้าหมายและในเงื่อนไขของปัญหาจะอยู่ในรูปเส้นตรง

ลักษณะปัญหาที่ใช้การกำหนดโปรแกรมเชิงเส้นตรง
ส่วนใหญ่จะนำไปใช้เกี่ยวกับปัญหาด้านการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น วัตถุดิบ แรงงาน เงิน เวลา สถานที่ เป็นต้น
มีจุดมุ่งหมายที่จะจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือเสียค่าใช้จ่ายต่ำสุด
เราสามารถนำโปรแกรมเชิงเส้นตรงไปใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผน และการตัดสินใจ ในหน้าที่หลักทางการบริหารทุกด้าน

ตัวอย่าง บริษัท ก. ต้องเลือกทำการผลิตวิทยุ โดยเลือกวิธีการผลิตระหว่าง ซื้อเครื่องจักรราคาเครื่องละ 250,000 บาท ซึ่งสามารถผลิตเสื้อวิทยุได้จำนวน 50,000 เครื่องต่อวัน กับจ้างพนักงานวันละ 220 บาทต่อวัน ซึ่งพนักงานหนึ่งคนสามารถ ผลิตวิทยุได้ 40 เครื่อง/คน/วัน คำถาม คือ บริษัท ก. ควรเลือกวิธีการผลิตด้วยวิธีใด เพื่อจะมีต้นทุนต่อเครื่องต่ำที่สุด

ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย
กรณีเครื่องจักรต้นทุนการผลิตต่อเครื่อง 50,000X = 250,000 หรือ = 5 บาทต่อเครื่อง

กรณีแรงงานต้นทุนการผลิตต่อเครื่อง 40Y = 240 หรือ = 6 บาทต่อเครื่อง

*** เลือกลงทุนด้วยการซื้อเครื่องจักร

สมมติฐานของโปรแกรมเชิงเส้น
ความแน่นอน (certainty) หมายความว่าต้องทราบข้อมูลต่างๆแน่นอน เช่น จำนวนทรัพยากรที่มีอยู่ กำไรต่อหน่วย ต้นทุนต่อหน่วย
แบ่งแยกได้ (divisibility) หมายความว่าตัวแปรทุกตัวในโปรแกรมเชิงเส้นสามารถมีความเป็นเศษส่วนหรือเป็นทศนิยมได้
มีความเป็นสัดส่วน (proportionality) หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงค่าตัวแปรจะมีผลกระทบที่แน่นอน ทั้งในฟังก์ชันวัตถุประสงค์และในฟังก์ชันเงื่อนไขบังคับ

เช่น บริษัทพัฒนาอุตสาหกรรม ผลิตวิทยุแบบมาตรฐานได้กำไรเครื่องละ 250 บาท ถ้าผลิต 2 เครื่องได้กำไร (250x2) และผลิตวิทยุแบบพิเศษได้กำไรเครื่องละ 290 บาท ถ้าผลิต 10 เครื่องได้กำไร (290x10)

บวกเข้าด้วย (addibility) หมายความว่าผลรวมได้มาจากการบวกกันของกิจกรรมต่างๆ

เช่น กำไรรวมจากการผลิตวิทยุของบริษัทพัฒนาอุตสาหกรรม คือ กำไรจากการผลิตวิทยุแบบมาตรฐาน 250X1 กำไรจากการผลิตวิทยุแบบพิเศษ 290 X2

ดังนั้นกำไรรวม (Z) = 250X1 + 290 X2

ตัวแปรไม่ติดลบ (nonnegativity) ตัวแปรทุกตัวแปรมีค่าไม่ต่ำกว่า 0

โครงสร้างของโปรแกรมเชิงเส้น
ตัวแปรที่ต้องตัดสินใจ (decision variable) ได้แก่ สิ่งที่ต้องการหาผลลัพธ์ มักนิยมให้เป็นตัวอักษร เช่น X1 , X2 หรือ A, B, C
ฟังก์ชันวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของโปรแกรมเชิงเส้นจะมีวัตถุประสงค์เดียว ซึ่งอยู่ในรูปของเป้าหมายการหาค่าสูงสุด (maximize) และต่ำสุด (Minimize) เช่น การทำกำไรให้สูงที่สุด ยอดขายที่สูงที่สุด ต้นทุนที่ต่ำที่สุด เป็นต้น โดยเขียนอยู่ในรูปของฟังก์ชันวัตถุประสงค์

รูปแบบของฟังก์ชันวัตถุประสงค์

Maximize Z = C1X1 + C2X2+C3X3+C4X4
หรือ Minimize Z = C1X1 + C2X2+C3X3+C4X4

ในกรณีของบริษัทพัฒนาอุตสาหกรรม สามารถเขียน ฟังก์ชันวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้
Maximize Z = 250X1 + 290 X2

เงื่อนไขบังคับ (constraints) คือ สมการหรืออสมการที่แสดงขีดจำกัดในด้านทรัพยากร ความต้องการ หรือเงื่อนไขของปัญหาต่างๆ

ในกรณีของบริษัทผลิตวิทยุ เวลาที่ใช้ในการผลิตวิทยุแบบธรรมดาเท่ากับ 20 นาทีต่อเครื่อง เวลาในการผลิตวิทยุแบบพิเศษเท่ากับ 30 นาทีต่อเครื่อง โดยมีเวลาในการประกอบทั้งหมด 55 ชั่วโมง หรือ 3,300 นาที ซึ่งสามารถเขียนเงื่อนไขบังคับ ได้ดังนี้
20X1 + 30X2 ≤ 3,300

ข้อจำกัด (restriction) แสดงถึงเงื่อนไขของผลลัพธ์ที่ได้ว่าค่าตัวแปรที่ต้องตัดสินใจ (decision variables) ทุกตัวต้องไม่ติดลบ

แผนก แบบมาตรฐาน แบบพิเศษ
ประกอบ (3,300) 20 30
ทดสอบ (1,080) 10 6
บรรจุ (360) 3 3


โปรแกรมเชิงเส้นตรงที่แสดงถึงปัญหาของบริษัทพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด เขียนได้ดังนี้
Maximize Z = 250X1 + 290 X2
Subject to :
20X1 + 30X2 ≤ 3,300
10X1 + 6X2 ≤ 1,080
3X1 + 3X2 ≤ 360
X1, X2 ≥ 0

17 เม.ย. 2551

บทนำสู่การบริหารการผลิตและการปฏิบัติการ

บทที่ 1
บทนำสู่การบริหารการผลิตและการปฏิบัติการ
บทสรุป
การผลิตและการดำเนินงานเป็นหน้าที่สำคัญที่มีอยู่ในทุกองค์การซึ่งผู้บริหารต้องให้ความสนใจ เพราะการดำเนินงานจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างรายได้และการดำรงอยู่ของธุรกิจ โดยเราสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการดำเนินงานเป็นกระบวนการแปรรูปปัจจัยนำเข้า เช่น แรงงาน วัตถุดิบ และพลังงาน ให้กลายเป็นผลลัพธ์ในรูปของสินค้าและ/หรือบริการ โดยทั้งสินค้าและบริการต่างมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันหลายประการ เช่น ความทนทาน พื้นที่ในการจัดเก็บ และระยะเวลาในการตอบสนอง เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มีลักษณะร่วมกันที่สำคัญ คือ ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
การผลิต (Production) เป็นการสร้างสินค้าและบริการ
การปฏิบัติการ (Operation) เป็นกระบวนการภายในองค์การซึ่งใช้ปัจจัยนำเข้า (Input) เช่น คน เงินทุน วัตถุดิบ ฯลฯ และแปรรูปปัจจัยนำเข้าเหล่านั้นให้เป็นปัจจัยนำออก (Output) ในรูปของสินค้าและบริการ
การบริหารการผลิต (Production management) เป็นการวางแผนและการตัดสินใจเพื่อการผลิตสินค้า
การบริหารการปฏิบัติการ (Operation Management : OM) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการ โดยผ่านกระบวนการแปรสภาพ (transformation) จากปัจจัยนำเข้า (input) เพื่อให้ออกมาเป็นปัจจัยนำออก (output) หรือเป็นการออกแบบ (design) การปฏิบัติการ (operations) และการปรับปรุงระบบการผลิต (Production system improvement)
ระบบการผลิต (Production system) เป็นระบบซึ่งเปลี่ยนแปลงปัจจัยนำเข้า (input) ออกมาเป็นกลุ่มของปัจจัยนำออก (output) ที่ต้องการ
ปัจจัยนำเข้า (Input) เป็นทรัพยากรการผลิต (Production resources) หรือทรัพยากรการปฏิบัติการ (Operation Resources) ประกอบด้วย 5 ประการ
1. คน (People) หมายถึง กำลังแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม
2. โรงงาน (Plant)
3. ชิ้นส่วน (Parts)
4. กระบวนการ (Processes)
5. ระบบการวางแผนและการควบคุม (Planning and control system)
การบริหารการปฏิบัติการเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญ 3 ประการขององค์การ ซึ่งประกอบด้วย
1. การผลิต (Production) / การปฏิบัติการ
2. การเงิน (Finance) / บัญชี (accounting)
3. การตลาด (Marketing) / การขาย (Selling)
งานของผู้บริหารการปฏิบัติการ (Operation manager’s job) ผู้บริหารที่ดีจะกระทำหน้าที่พื้นฐานในกระบวนการทางการบริหาร (management process) ประกอบด้วย
1. การวางแผน (Planning)
2. การจัดองค์การ (Organizing)
3. การจัดคนเข้าทำงาน (Staffing)
4. การชักนำ (Leading)
5. การควบคุม (Controlling) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
การจัดองค์การเพื่อผลิตสินค้าและบริการ (Organizing to produce and services) ในการผลิตสินค้าและบริการ ควรมีการจัดองค์การเพื่อทำหน้าที่ 3 ประการ คือ
1. การผลิต (Production) / การปฏิบัติการ
2. การเงิน (Finance) / บัญชี (Accounting)
3. การตลาด (Marketing)
อาชีพการปฏิบัติการจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ 10 ประการ มีดังนี้
1. งานในสาขาด้านเทคโนโลยี / วิธีการต่าง ๆ (Technology / methods)
2. การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก / การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ (Facilities / space)
3. งานด้านการใช้กลยุทธ์ (Strategic issues)
4. งานที่เกี่ยวกับเวลาที่ใช้ (Response time)
5. งานเกี่ยวกับการพัฒนาบุคคล / ทีมงาน (People / team development)
6. งานการบริการลูกค้า (Customer service)
7. งานด้านคุณภาพ (Quality)
8. งานการลดต้นทุน (Cost reduction)
9. งานการลดสินค้าคงเหลือ (Inventory reduction) และการบริหารเครือข่ายปัจจัยการผลิต (Supply-chain management)
10. งานการปรับปรุงด้านการเพิ่มผลผลิต (Productivity improvement)
การปฏิบัติการในส่วนของงานบริการ (Operation in the service sector) การบริการ (service) เป็นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจซึ่งผลิตสินค้าที่ไม่มีตัวตน เช่น การศึกษา ความบันเทิง การเช่า การบริหารงานของรัฐบาล การเงิน การบริการด้านสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ การประกัน การซ่อม และการบำรุงรักษา เป็นต้น
ผลผลิต (Productivity) เป็นจำนวนผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ผลิตได้จากการใช้ทรัพยากรจำนวนหนึ่ง
การวัดผลผลิต (Productivity measurement) เป็นการวัดมูลค่ารวมของปัจจัยนำออกที่เกิดจากกระบวนการแปรสภาพหารด้วยต้นทุนรวมของปัจจัยนำเข้า มีดังนี้
1. การวัดผลผลิตแบบปัจจัยเดี่ยว (Single factors productivity)
2. การวัดผลผลิตแบบหลายปัจจัย (Multi factors productivity)
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลผลิต (Productivity variables) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดความสามารถในการผลิตสินค้าหรือบริการชนิดหนึ่งเป็นอัตราส่วนของปัจจัยนำเข้าต่อปัจจัยนำออก ซึ่งแสดงผลผลิตที่จะขึ้นอยู่กับตัวแปรดังต่อไปนี้
1. แรงงาน (Labor)
2. ทุน (Capital)
3. การบริหาร (Management)

24 มี.ค. 2551

ทัศนคติ-ความสัมพันธ์ บันไดความสำเร็จ Sales Talent

ทัศนคติ-ความสัมพันธ์ บันไดความสำเร็จ Sales Talent

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

"เพียงแค่คุณเชื่อมั่นในตัวเองว่า คุณคือสินค้าที่ดีที่สุดในโลก คุณก็จะประสบความสำเร็จในอาชีพได้อย่างมั่นคง"

สิ่งที่ "โจ จีราร์ด" เขียนไว้ในหนังสือ ยอดนักขายบันลือโลก อาจโดนใจหลายคน แต่ในทางปฏิบัติจะทำอย่างไรให้ก้าวไปให้ถึงจุดนั้น

ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "คม สุวรรณพิมล" เจ้าของหนังสือ best seller ด้านการพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ ได้หอบความรู้ เคล็ดลับดีๆ ในการก้าวสู่ sales talent มา coach ให้เซลส์ที่ต้องการก้าวสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ฟัง

หัวใจสำคัญของการก้าวสู่ sales talent ที่โค้ชคมเน้นย้ำอย่างมากในงานสัมมนา ครั้งนี้คือ เรื่องการสร้างทัศนคติที่ดีและการสร้างห่วงโซ่ความสัมพันธ์

"คม" ได้หยิบผลสำรวจของนโปเลียน ฮิลล์ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองเล่มแรกของโลก เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาชี้ให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้มีคุณสมบัติอย่างไร จึงสามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าได้อย่างสง่างาม

โดยหลักๆ คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.ต้องมีเป้าหมายในการทำงานที่แน่นอน 2.มีความเชื่อมั่นในตัวเอง 3.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

เมื่อหันมาดูเซลส์ จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ?

ขั้นแรกคงต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา

จากผลการสำรวจพบว่า เซลส์ 82% ไม่สร้างความแตกต่างของตนเองได้

86% เซลส์มักถามคำถามผิด

82% เซลส์เห็นราคาเป็นเรื่องสำคัญ จึงใช้วิธีลดราคา

เมื่อปัญหาของเซลส์เป็นเช่นนี้ จะขายสินค้าอย่างไร ?

"คม" ให้นิยามการขายของเซลส์ว่า จะต้องเป็นผู้นำคุณค่าไปให้ผู้บริโภค ไม่ใช่นำสินค้าไปให้ผู้บริโภค ฉะนั้นสิ่งที่เซลส์ จะต้องรู้ คือ สินค้าในมือมีคุณค่าอะไรต่อลูกค้า แล้วนำคุณค่านั้นไปให้ลูกค้า

ยกตัวอย่าง โทรศัพท์มือถือ แทนที่เซลส์จะไปบอกลูกค้าว่า โทรศัพท์รุ่นนี้ราคาเท่าไหร่ ปุ่มไหนทำงานอย่างไรบ้าง จะต้องบอกลูกค้าเสมือนลูกค้าได้เป็นเจ้าของสินค้านั้นแล้ว เช่น คุณจะไม่พลาดการติดต่อในทุกๆ สถานที่ แม้ว่าจะอยู่หลังเขาก็ตาม เมื่อลูกค้าได้ฟัง เขาจินตนาการตามไปเรื่อยๆ แล้วจะมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับ

หากจะถามว่า คุณค่าของสินค้าคืออะไร คำตอบคือสิ่งที่อยู่ในใจของลูกค้านั่นเอง

"การบอกเล่าคือการขาย แต่ถ้าต้องการให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า จะต้องถาม"

เคล็ดลับการขายโดยใช้วิธีตั้งคำถาม หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน แต่ "คม" บอกว่า วิธีการนี้จะทำให้ลูกค้าลืมเรื่องราคาไปเลย เพราะคุณค่าที่ลูกค้าได้รับนั้นสูงกว่าราคา

เพราะฉะนั้นถ้าสามารถสร้างคุณค่าให้กับสินค้าได้เยอะ ราคาอาจจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าเลยก็เป็นได้

แต่อย่างไรตามการจะนำเสนอคุณค่าของสินค้าให้ประสบความสำเร็จคงต้องอาศัยพื้นฐานของเซลส์ที่ดีประกอบ

เซลส์ที่ประสบความสำเร็จกว่า 90% มีทัศนคติทางบวก ฉะนั้นสิ่งที่เซลส์ต้องพัฒนาอันดับแรก คือ ทัศนคติ ซึ่งต้องสร้างจากภายใน เพราะถ้าไม่มีภายในใจแล้วก็จะไม่ปรากฏออกมาภายนอก

"คนที่มีทัศนคติทางบวกจะมองเห็นแต่โอกาส ขณะที่คนที่มีทัศนคติทางลบจะมองเห็นแต่ปัญหา สุดท้ายการขายก็ล้มเหลว"

การเปลี่ยนทัศนคติคงไม่สามารถทำได้ ชั่วข้ามคืน แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าสามารถทำได้ก็จะเปลี่ยนชีวิตจากที่เคยเป็นคนโชคร้าย มาเป็นคนโชคดีได ้ไม่ยาก

โดยสิ่งที่ต้องทำ คือต้องหยุดกล่าวโทษเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต หยุดกล่าวโทษผู้อื่น หันมาทำความรู้จักลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น

ยืนหยัดจนกว่าจะได้รับคำตอบ

และทำงานอย่างเต็มที่

สุดท้ายสำคัญมาก ต้องคิด ก่อนพูด

"คนที่มีทัศนคติที่ดี หากเจอสถานการณ์ที่ลูกค้าเดินเข้ามาต่อว่า เขาจะกล่าวคำว่า ขอบคุณ แล้วถามตัวเองต่อว่า ฉันจะทำในสิ่งนี้ให้ดีได้อย่างไร จากนั้นหาทางพัฒนา ตัวเองต่อไป"

นี่คือเคล็ดลับในการมองปัญหาที่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้คลี่คลายไปในทางที่ดีได้ เพราะเมื่อมองความล้มเหลว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์ไม่ใช่ตัวบุคคล การแก้ไขก็จะง่ายมากขึ้น

"คม" บอกว่า คนที่สนใจในความสำเร็จจะต้องเรียนรู้ที่จะมองความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของกระบวนการก้าวสู่ความเป็นสุดยอด ฉะนั้นถ้าอยากเป็นเซลส์ที่ดีจะต้องพัฒนาทัศนคติ และฝึกพูดคำเหล่านี้ให้ติดปาก นั่นคือ เยี่ยม ไม่มีปัญหา เป็นปัญหาที่ดี ใช่เลย เด็ดมาก ผมคิดว่าเราช่วยคุณได้

ถ้าเซลส์ทุกคนเข้าใจความเป็นจริง จะรู้ว่า สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ทัศนคติที่ดีคือ คอนเน็กชั่นหรือความสัมพันธ์ที่ดี เพราะประมาณ 50% ของความสำเร็จในการขายได้มาจากมิตรภาพที่ดี

ซึ่งในหนึ่งคนสามารถสร้างคอนเน็กชั่นได้ลึกถึง 6 ระดับ

วิธีสร้างคอนเน็กชั่นมีด้วยกัน 2 รูปแบบ

แบบแรก คือ การสร้างคอนเน็กชั่นแบบตัวต่อตัว ทำอย่างไรให้ลูกค้าคุยกับคุณ

จากจุดนี้จะเห็นว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า "คุณรู้จักใคร" แล้ว แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า "ใครรู้จักคุณ"

กลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์ฉบับอาจารย์คมบอกไว้ว่า ต้องเริ่มต้นด้วย

ความเป็นมิตร กำหนดภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง จะช่วยสร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่ง เวลาคุย ต้องมองตาเพื่อสร้างความนับถือ ที่สำคัญ ต้องมีทัศนคติเชิงบวกเพื่อที่จะทำ ให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นบวก และให้ความสนใจคนอื่น ก่อนให้คนอื่นสนใจในตัวเอง

ฉะนั้นก่อนที่จะสร้างคอนเน็กชั่นจะต้องหาคุณค่าในตัวเองให้เจอก่อน แล้วนำคุณค่านั้นไปมอบให้คนอื่น จะทำให้ตัวเอง ดูดี แล้วคุณค่านี้จะได้รับการบอกต่อไปยังเพื่อนใหม่อีก 6 คน

แบบที่สอง คือ การสร้างเครือข่าย ตรงนี้ทำได้ไม่ยาก เคล็ดลับข้อหนึ่งคือ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 75% ในการพูดคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และต้องเตรียมพร้อมก่อนที่จะปรากฏตัวเพื่อสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนใหม่ ไม่ว่าจะไปงานสัมมนา งานประชุมธุรกิจ หรือแม้แต่การประชุมสมาคมผู้ปกครอง ดูหนัง ดูละคร เซลส์มืออาชีพสามารถสร้างเครือข่ายได้หมด เพียงแต่ว่าจะเอาคุณค่าอะไรในตัวเองไปบอกกับคนอื่น

ฉะนั้นวันนี้ใครอยากประสบความสำเร็จในอาชีพเซลสต้องหา "คุณค่า" ในตัวเอง ให้เจอ

19 มี.ค. 2551

SocialNetworking

เวลานี้ถ้าใครไม่เล่น hi5 คงต้องเรียกว่า "เชย" มีการประเมินกันแล้ว มีคนไทยเล่น hi5 ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน (หลังจากปิดต้นฉบับยอดอาจเพิ่มมากกว่านี้แล้ว) ข่าวล่าสุดยังแจ้งอีกว่า คนไทยเข้าเว็บ hi5 มากที่สุด แซงหน้า Google ซึ่งเคยครองอันดับ 1 ไปแล้ว

ถึงกับมีการแบ่งการใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนเมืองเวลานี้ ออกเป็น 4 ช่วง คือ กิน พักผ่อน ทำงาน เวลาที่เหลือเป็นของ hi5

เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งที่เล่น hi5 เป็นเพราะรู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว มีเพื่อนอยู่ด้วยตลอดเวลา พอว่างก็เข้าไปโพสต์รูป เขียนทักทาย หรือคอมเมนต์เพื่อนๆ เป็นเครือข่ายที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ มีเพื่อนใหม่ๆ มาให้รู้จัก และบางครั้งไปเจอเพื่อน หรือแฟนเก่าสมัยเรียนประถมหรือมัธยม ก็มาเจอกันใน hi5

ใช่จะมีเฉพาะวัยรุ่นเท่านั้นที่นิยม hi5 หลายคนที่เล่นเป็นคนทำงาน เป็นผู้บริหาร ดูอย่างคุณ "นพพร วิฑูรชาติ" ซีอีโอ สยามฟิวเจอร์ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ก็เล่น hi5 มา 3 ปี คุณนพพร เล่าว่า ส่วนใหญ่เล่นกับลูกน้องในที่ทำงาน และเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ

ที่น่าสนใจก็ คือ อาการฮิตติด hi5 ไปโดนใจนักการตลาด นักโฆษณาเข้าอย่างจัง ด้วยโปรไฟล์ข้อมูล อายุ เพศ การศึกษา เป็นข้อมูลพื้นฐานชั้นดีให้กับสินค้าและบริการ และเครือข่ายสังคมแบบ hi5 สามารถสร้างความสัมพันธ์จากเพื่อนสู่เพื่อน เป็นพลังของเครือข่าย เกิดขึ้นกับโลกยุค Social Networking

เว็บไซต์ hi5 หรือ Facebook เป็นตัวอย่างของพลังเครือข่าย Social Networking ที่กำลังมาแรงมาก นักการตลาดและนักธุรกิจต้องตามให้ทัน ยังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองหาโอกาสได้มากกว่ากัน

บางธุรกิจที่มีลูกค้ามากๆ เป็นหลักล้านราย ก็สามารถสร้าง Social Networking ขึ้นเอง เช่น กลุ่มทรู สร้างเว็บมินิโฮม เครือข่ายให้ลูกค้าแสดงตัวตน โดยได้ไอเดียมาจากเกาหลี หรือแฮปปี้ไว้รัส ของดีแทค ที่สร้างเครือข่ายเด็กมัธยม ก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการสร้าง Social Networking เป็นของตัวเอง

18 มี.ค. 2551

คาด เฟดหั่นดอกเบี้ยแรง กดดัน กนง ลดอัตราดอกเบี้ย

นักวิชาการ “นิด้า” ชี้ไทยอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น หากธนาคารกลางสหรัฐ ลดดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมวันที่ 18 มี.ค.นี้ ชี้ธุรกิจอสังหาฯ จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเมื่อรวม 3 ปัจจัย ทั้งลดดอกเบี้ย มาตรการภาษี และโครงการรถไฟฟ้า

วันนี้ (17 มี.ค.) นายกำพล ปัญญาโกเมศ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการลงทุนและการจัดการความเสี่ยง คณะบริหารธุรกิจ นิด้า คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกประมาณ 0.50% แต่หากเฟดลดดอกเบี้ยลงแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ จะมีผลบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว จะต้องดูผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อด้วย เนื่องจากเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่สำคัญ และถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจากธนาคารกลางในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน รัสเซีย อังกฤษ รวมถึงไทย

นายกำพล กล่าวว่า สำหรับผลกระทบที่จะต่อเนื่องมายังตลาดเงินตลาดทุนของไทยคือ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของไทย น่าจะต้องปรับลดลง และตลาดหุ้นน่าจะได้รับผลทางบวกในระยะสั้นเช่นกัน โดยธุรกิจที่จะได้รับผลดีอย่างชัดเจน คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากเรื่องดอกเบี้ยแล้ว

ยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลทางด้านภาษีที่เพิ่งประกาศออกมา และความชัดเจนเรื่องของโครงการลงทุนในรถไฟฟ้าสายต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐลดดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยิ่งอ่อนค่าลงอีกเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาท ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งผู้เกี่ยวข้องจะต้องหาทางรับมือในเรื่องนี้

“ตอนนี้สหรัฐฯมีเครื่องมือไม่มากนักในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หากลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้แล้วยังไม่ได้ผลก็คงลำบาก เพราะถ้าจะลดดอกเบี้ยลงไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องเงินเฟ้อ ยิ่งในภาวะที่ราคาน้ำมันแพงเช่นปัจจุบันนี้ ก็ยิ่งทำให้การแก้ปัญหายากยิ่งขึ้น” นายกำพล กล่าวสรุปทิ้งท้าย

17 มี.ค. 2551

ดอลล์ยวบจุดชนวน ศก.โลกป่วนยกใหม่

โพสต์ทูเดย์ — เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเงินสกุลหลักของโลก ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป นักวิเคราะห์ชี้อาจถึงขั้นกลายเป็นวิกฤตการณ์การเงินและเศรษฐกิจครั้งล่าสุด

นักวิเคราะห์ชี้การอ่อนค่าเป็นประวัติการณ์ของเงินเหรียญสหรัฐ บวกกับกระแสวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มช่วงขาลงของมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก เสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจและการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ และอาจรุนแรงพอๆ กับวิกฤตการณ์ครั้งที่แล้วๆ มา

“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของวิกฤตการเงินการธนาคารครั้งประวัติศาสตร์ บวกกับวิกฤตการณ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของแท้” เวโรนิก ริช-ฟลอเรส นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนราล กล่าวพร้อมชี้ว่า ขณะนี้ตลาดต่างเตรียมรับมือกับการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐในระดับที่เลวร้ายกว่านี้

ด้าน ชาร์ลส์ วายพลอตซ์ จากมหาวิทยาลัยเจนีวา กล่าวว่า เรากำลังเผชิญกับการอ่อนค่าของ เงินเหรียญสหรัฐในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ยุติมาตรฐานอัตราแลกเปลี่ยนเบรตตันวูดเมื่อทศวรรษที่ 70
“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณขาดดุลและตัวเลขขาดดุลการค้าอย่างมโหฬารของสหรัฐ การที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเงินยุโรปมาแตะที่ 1.5 ถือเป็นแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นและจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การอ่อนค่าของสกุลเงินมีส่วนกระตุ้นการส่งออกและชะลอการนำเข้าของสหรัฐก็จริง กระนั้นก็ตามหากค่าเงินยังอ่อนตัวลงมากกว่านี้ จะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น” วายพลอตซ์ กล่าว

อีริก แวร์กโนด์ จากบีเอ็นพี พาริบาส์ กล่าวว่า การที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาต่ำกว่า 1 ฟรังก์สวิส เป็นครั้งแรกและต่ำกว่า 100 เยน นับตั้งแต่ปี 2538 ได้กระตุ้นเตือนถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกคราวที่ผ่านๆ มา หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาแทรกแซงความเคลื่อนไหวของค่าเงิน จำเป็นจะต้องใช้มาตรการที่สัมฤทธิผลอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจเสี่ยงที่จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือทางการเงินของตัวเอง

ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่น หลังจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาเกิน 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ได้ก่อให้เกิดกระแสวิตกเกี่ยวกับ ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวมาไม่นาน โดยเฉพาะภาคส่งออกซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ที่จะเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อาจต้องหั่นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ก่อนที่ภาคธุรกิจจะได้รับความเสียหาย แต่ไม่สนับสนุนให้ใช้มาตรการแทรกแซงความเคลื่อนไหวของ ค่าเงิน เพราะอาจก่อให้เกิดความ บาดหมางใจกับสหรัฐ ไม่เพียง เท่านั้นการใช้มาตรการดังกล่าวยังมีผลลัพธ์ในวงจำกัดเท่านั้น

15 มี.ค. 2551

เตรียมตัวรับมือ กับความถดถอยของเศรษฐกิจโลก

จากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับเศรษฐกิจและค่าเงินของสหรัฐอเมริกา ประกอบกับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของประเทศจีนและอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจของโลกจะเกิดอาการ "ช็อค" เพราะราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้น ประชากรทุกประเทศจะเริ่มประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น อันจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง และจะมีผลเชื่อมโยงกันทั่วโลกให้เศรษฐกิจในปีนี้เติบโตได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ค่อนข้างมาก

สำหรับประเทศไทย แม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงานแล้ว แต่ปัญหาบางอย่างก็ยากที่รัฐบาลจะสามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะในเรื่องของราคาสินค้า ที่รัฐบาลจะพยายามลดราคาสินค้าลง ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติ เพราะต้นทุนทุกอย่างปรับเพิ่มขึ้น แต่จะบังคับให้ปรับราคาสินค้าลดลงคงมีความเป็นไปได้น้อย นอกจากนั้นการพยายามตรึงราคาน้ำมัน เป็นวิธีการคิดที่ผิดพลาดอย่างมาก เพราะการตรึงราคาน้ำมันจะมีประโยชน์สำหรับกรณีราคาเพิ่มขึ้นในระยะสั้นๆ แต่จากการวิเคราะห์แล้ว ราคาน้ำมันน่าจะทรงตัวในระดับสูงไปอีกนาน

การแก้ปัญหาของประเทศ ตอนนี้อย่ามองเพียงตัวเลข GDP ที่ต้องการได้เพิ่มขึ้น แต่หันมาให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชน ซึ่งบางครั้งอาจจะสวนทางกับแนวคิดแบบเดิมๆ ลองหันมาใช้แนคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ชีวิตของคนไทยอาจจะมีความสุขมากกว่าปัจจุบัน

14 มี.ค. 2551

เงินเฟ้อจีน-อินเดียพุ่ง ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

จีนเป็นประเทศหนึ่งที่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 8.7% เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมที่อยู่ที่ 7.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 7.9%

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ปัจจัยหลักๆ ที่ดันให้เงินเฟ้อในจีน พุ่งสูงขึ้นมาจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอาหารในจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 23% หลังจากที่ต้องเผชิญกับพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ ทำให้พืชผลและเส้นทางคมนาคม ขนส่งถูกทำลายจนส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนต้องชั่งน้ำหนักในการปล่อยให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจะทำให้ความต้องการ ส่งออกชะลอตัวจนกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

สำนักงานสถิติจีนระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้และออกมาตรการที่ได้ผล ท่ามกลางความยากลำบากในการควบคุมเงินเฟ้อตลอดปีที่พุ่งสูงขึ้นจากพายุหิมะ ซึ่งทางการจีนตั้งเป้าที่จะทำให้เงินเฟ้อในปี 2551 อยู่ที่ระดับ 4.8%

ด้านยักษ์เอเชียอีกราย "อินเดีย" ก็เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 9 เดือน ท่ามกลางราคาอาหารผัก ผลไม้ ที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้แบงก์ชาติอินเดียอาจมีโอกาสน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ย

รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมระบุว่า เงินเฟ้อ แตะระดับ 5.02% ในช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ทำให้รัฐบาลอาจต้องดำเนินมาตรการเพื่อรับมือเงินเฟ้อ หลังจาก คาดการณ์ว่าผลผลิตพืชช่วงฤดูหนาว เช่น ข้าวสาลี ข้าว อาจน้อยลงในปีนี้ โดยมองว่าผลผลิตรวมอาจลดลงจาก 106.7 ล้านตัน เหลือ 103.4 ล้านตัน ในปีนี้ และในส่วนของข้าวสาลีลดลงจาก 75.8 ล้านตัน เมื่อปีกลาย เหลือ 74.8 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตข้าวอาจลดจาก 13.2 ล้านตัน เหลือ 12.6 ล้านตัน

ภาวะเศรษฐกิจโลก จึงเริ่มมีความเสี่ยงและความผันผวนสูง เพราะยักษ์ใหญ๋ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา จีน อินเดีย กำลังประสบปัญหา ใครที่เป็นผู้ประกอบธูรกิจภาคการส่งออก คงต้องเตรียมตัวในการหาตลาดเกิดใหม่ เพื่อรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งอาจจะมาถึงในอีก 3 ปีข้างหน้า เตรียมตัวเอาไว้ก่อนปลอดภัยกว่า

13 มี.ค. 2551

"อีโคดีไซน์" ธุรกิจ-แพ็กเกจจิ้งเพื่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา: "ประชาชาติธุรกิจ" วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3983 (3183)

"อีโคดีไซน์" ธุรกิจ-แพ็กเกจจิ้งเพื่อสิ่งแวดล้อม

ภาพจาก : http://sweden.procarton.com

เทรนด์ของผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรง ทว่าสำหรับเมืองไทยทุกคนอาจจะมองแตกต่างกันในแง่ที่ว่า หากต้องการพัฒนาแนวอีโคดีไซน์แล้วควรจะเริ่มจากตรงไหน และมักมีคำถามจากผู้ประกอบการว่าแพ็กเกจจิ้งจากพลาสติกเป็นอีโคดีไซน์หรือเปล่า ถ้าหากนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่ทำลายธรรมชาติเพิ่ม หรือในอีกมุมหนึ่งแพ็กเกจจิ้งจากธรรมชาติเป็นการทำลายธรรมชาติหรือไม่

อะไรเป็นตัวชี้วัดเมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะพัฒนาธุรกิจของท่านไปในแนวทางของอีโคดีไซน์ได้อย่างไร

"ประชาชาติธุรกิจ" สรุปเนื้อหาการอบรมเรื่องการประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศวิทยาเศรษฐกิจแห่งประเทศไทยครั้งที่ 1 ที่จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ เพื่อให้เอสเอ็มอีจับทิศทางและเริ่มต้นการปฏิวัติรูปแบบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

LCA ประเมินอีโคโปรดักต์

ก่อนที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจเลือกที่จะพัฒนากระบวนการผลิต หรือแม้แต่การออกแบบแพ็กเกจจิ้งจะต้องประเมินวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายว่าจะเลือกใช้วัสดุอะไรด้วย วิธีการผลิตแบบไหน เมื่อผลิตออกมาแล้วบรรจุภัณฑ์จากกระดาษหรือพลาสติกอะไรคุ้มค่ากว่ากัน

สิ่งเหล่านี้เราใช้เครื่องมือในการประมวลผลที่เรียกว่า LCA หรือ life cycle assessment เครื่องมือที่ว่านี้คือการเข้าไปศึกษาในหลายๆ ประเด็น เช่น ผลกระทบต่อสังคม ปริมาณพลังงานที่ใช้ การขนส่ง การบำรุงรักษา การรีไซเคิล วัฏจักรของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
ภาพจาก : http://sweden.procarton.com

เพื่อที่จะบอกว่าตู้เย็นหนึ่งตู้ที่ออกแบบและผลิตมานั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มีอายุการใช้งานคุ้มค่า

หรือไม่ สามารถแยกชิ้นส่วนแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือไม่ รวมทั้งกระบวนการผลิตใช้พลังงานไปเท่าไรเพื่อที่จะประมวลแล้วว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับอนาคต

ผู้ประกอบการสามารถเริ่มจาก LCD เองในโรงงานของท่าน หรือการจ้างที่ปรึกษาเข้ามาช่วยซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง และหากเป็นโรงงานขนาดเล็กๆ อาจจะประหยัดต้นทุนโดยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปช่วยใน การประเมินผลก็ได้ เช่น http://www. ecodesign.at/pilot/ONLINE/DEUTSCH/

พลาสติก-ขวด-กระดาษ

ทิศทางที่แตกต่าง

ณกร คงสายสินธุ์ ผู้จัดการส่วนเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ วิทยากรจากกลุ่มสยามบรรจุภัณฑ์ จำกัด ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกแนะให้ฟังว่าบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในอนาคตมีการพัฒนาให้มีน้ำหนักเบามากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งโดยแนวทางที่ทั่วโลกมีการนำมาพัฒนาปรับปรุงก็คือ ทำให้กระดาษมีเส้นใยที่มีความเหนียวมากขึ้น เบาขึ้น
ภาพจาก : http://www.canai.org

เช่น กระดาษกล่องบางชนิดที่ใช้วิธีการอัดเป็นแผ่นหนาๆ ซึ่งมีน้ำหนักมากก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้ด้านในเป็นลอนเล็กๆ แบบเดียวกับกระดาษลูกฟูกกล่องใหญ่ๆ แทนการนำเอากระดาษมาอัดเป็นแผนเพื่อให้แข็งแรง หรือบรรจุภัณฑ์กระดาษสำหรับบรรจุขวดเบียร์ ขวดไวน์ คูลเลอร์ 6 ขวด ที่เราเห็นเป็นกล่องกระดาษ เจาะเป็นหูหิ้วด้านบน ในอนาคตอาจจะมีการออกแบบให้กระดาษมีความแข็งแรงมากขึ้น เพื่อที่จะลดวัตถุดิบและใช้ยึดเฉพาะปากขวดแทนการหุ้มขวดทั้ง 6 เหมือนในปัจจุบัน

สำหรับกระบวนการในการผลิตแก้ว มีแนวคิดแตกต่างกัน เพราะแก้วนั้นเป็นวัสดุจากธรรมชาติอยู่แล้ว แต่กระบวนการในปัจจุบันผู้ผลิตแก้วมีการจัดการนำเอาแก้วเก่าขวดเก่ามารีไซเคิลได้ใหม่ ซึ่งสามารถลดการนำเอาทรายจากธรรมชาติมาใช้ได้ ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ สอดคล้องกับการที่ลูกค้าเองประสบปัญหาเรื่องต้นทุน ดังนั้นการ นำเอาของเก่ามาใช้ได้ใหม่ และการปรับกระบวนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้มีความแข็งแรงทนทานเท่าเดิม แต่ใช้วัตถุดิบน้อยลง ราคาที่ถูกลง จึงเป็นทิศทางสำหรับบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ

ในส่วนของแพ็กเกจจิ้งแบบผสมผสาน เช่น กล่องนมซึ่งประกอบไปด้วยวัสดุ 3 ชนิดก็คือ กระดาษ อะลูมิเนียมฟอยล์ และพลาสติก สามารถแยกออกมาทำใหม่หรือเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น บริษัท เต็ตตราแพ้ค (ไทย) จำกัด ได้พยายามมองหาแนวคิดในการพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ ต่างๆ ควบคู่กับการสนับสนุนให้คนเก็บกล่องนมมาขายผ่านซาเล้งเพื่อนำมารีไซเคิลอีกทีหนึ่ง ทั้งนี้วัตถุดิบรีไซเคิลมีจำนวนมากแต่ตลาดของการนำมาใช้พบว่ายังน้อยอยู่มาก

บริการเช่าช่องทางประหยัดพลังงาน

แนวคิดในเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม นอกจากจะออกแบบให้มีกระบวนการผลิตที่ช่วยประหยัดพลังงานมาตั้งแต่ต้นแล้ว การให้บริการแบบเช่าโดยการนำเอาผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาแชร์กันใช้ เช่น การให้บริการคอมพิวเตอร์ให้เช่าตามสำนักงาน ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนทุก 3 ปี 5 ปี การเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร การเช่ารถของสำนักงานตำรวจก็ดี ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือเมื่อใช้จนคุ้มค่าแล้วเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ สามารถนำไปขายต่อเป็นเครื่องมือสอง หรือนำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อนำกลับเข้าไปยังกระบวนการผลิตเพื่อนำใช้ใหม่อีกก็ได้ เป็นการประหยัดพลังงานในอีกทางหนึ่ง หรือแม้แต่ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากพลังงาน ทดแทนก็ดูเหมือนว่าจะเป็นแนวทางของอีโคดีไซน์เช่นกัน

12 มี.ค. 2551

การกำหนดจุดยืนทางด้านกลยุทธ์ Strategic Position

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการบริหารงานภายในองค์กรมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดจุดยืนทางด้านยุทธศาสตร์ขององค์กร (Strategic Position) คือการหาจุดแข็งขององค์กรของท่านที่จะสามารถนำไปใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยใช้จุดแข็งนั้นเป็นตัวนำสู่ความสำเร็จ ซึ่งยิ่งองค์กรมีจุดยืนที่ชัดเจนมากเท่าไร จะส่งผลให้บุคลากรขององค์กรสามารถเข้าใจตรงกันไม่มีความสับสน กลยุทธ์ต่างๆของบริษัทก็จะต้องสอดคล้องกับ จุดยืนทางด้านกลยุทธ์ จุดยืนทางด้านกลยุทธ์แบ่งออกได้เป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. Cost Leadership การเน้นทางด้านการลดต้นทุน และ ขบวนการธุรกิจที่เป็นเลิศ Operation Excellence คือ การบริหารคุณภาพ และบริการที่เป็นเลิศ แนวการปรับปรุงจะเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Continuous Improvement เช่น Kaizen Total Quality Management TQM

2. เน้นด้าน Innovation สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ ขบวนการผลิตใหม่ มาตรฐานใหม่ ลดขบวนการตัดสินใจ และ ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้น อย่างรวดเร็ว ทันควัน ตัวชี้วัดจะเน้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เกิดขึ้น การออกสินค้าใหม่ก่อนใคร ลดขบวนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ข้อเสนอแนะความคิดใหม่ๆที่เกิดขึ้นโดยพนักงาน

3. เน้นด้านลูกค้า Customer Intimacy สร้างความพอใจให้กับลูกค้า และ ความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ซึ่งจะเน้น ด้านการบริหาร ก่ำเช้งกับลูกค้า สร้างแฟนพันธุ์แท้ให้เกิดขึ้น สัดส่วนรายได้จากลูกค้าหลักและแฟนพันธุ์ รายได้ต่อหัวที่เกิดจากลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ Life Time Value และการสร้าง ความพึงพอใจลูกค้าสูงสุด Customer Satisfaction

11 มี.ค. 2551

การวิเคราะห์เชิงปริมาณทางธุรกิจ

ผู้บริหารในยุคข้อมูลข่าวสารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ หากผู้บริหารมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอหรือผิดพลาดแล้ว มีโอกาสสูงที่จะตัดสินใจผิดพลาด อันจะส่งผลกระทบการการดำเนินงานและผลประกอบการขององค์กร

ผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จจะให้ความสำคัญกับข้อมูล และตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูล มิใช่ทัศนคติส่วนบุคคลหรือสัญชาติญาณ


ประโยชน์ของการวิเคราะห์เชิงปริมาณทางธุรกิจ
การตัดสินใจนับเป็นงานที่ผู้บริหารไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทุกๆวันต้องมีการตัดสินใจ

ผู้ที่ทำการตัดสินใจทุกคนย่อมต้องการที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

นักวิชาการจึงพยายามคิดค้นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวิเคราะห์เชิงปริมาณทางธุรกิจเป็นการรวบรวมเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสนใจ

สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

การดำเนินงานทางธุรกิจอย่างมืออาชีพ

คุณลักษณะของการวิเคราะห์เชิงปริมาณ
หลักการและเหตุผล: มีหลักในการวิเคราะห์ที่ชัดเจน วิเคราะห์ทุกอย่างด้วยเหตุและผล

เป้าหมาย: มีเป้าหมายในการวิเคราะห์ หรือสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่

ตัวแปร: การวิเคราะห์จะต้องมีการกำหนดตัวแปร ที่จะใช้ในการวิเคราะห์อย่างชัดเจน

ผลลัพธ์: ผลการวิเคราะห์ชัดเจน ไม่มีการเบี่ยงเบนเนื่องมาจากทัศนคติ ตรวจสอบผลลัพธ์ได้

8 มี.ค. 2551

ความผิดพลาด ที่มักจะเกิดกับ หัวหน้างานใหม่

ปลายปีที่ผ่านมาอาจจะมีผู้อ่านหลายท่าน ได้รับการโปรโมตให้เป็นหัวหน้างาน ซึ่งมีความรับผิดชอบมากขึ้นท้าทายมากขึ้น แต่ก็เป็นหลุมพรางที่หัวหน้างานใหม่หลายคนเพลอตกลงไป แล้วไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้ บทความนี้ขอนำเสนอข้อผิดพลาดต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับหัวหน้างานมือใหม่ เพื่อใช้เตือนใจและป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาขึ้น

1. ความคิดและวิธีการใหม่อาจถูกต่อต้าน หัวหน้างานจะต้องมีความอดทน และมีเทคนิคในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกน้อง

2. หลงอำนาจ ปฏิบัติการเฉียบขาด อันนี้ต้องระวังให้ดี เพราะหากใช้อำนาจมากเกินไป จะก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากลูกน้องมากยิ่งขึ้น

3. การชอบลูกน้องบางคนเป็นพิเศษ อย่าเลือกที่รักมักที่ชัง ทำงานควรมีเป้าหมายในการประเมินความสามารถที่ชัดเจน อย่าใช้เพียงความรู้สึกในการตัดสินคน

4. การให้คำมั่นสัญญา อย่าให้คำมั่นสัญญาที่อาจจะทำจริงได้ เพราะจะทำให้ความน่าเชื่อถือหมดไป และจะส่งผลกับการปกครองในระยะยาว

5. ขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะคำพูด ต้องศึกษาเรื่องวาทะศิลป์ในการพูด จะพูดอะไรแบบตอนเป็นลูกน้องเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

6. การมอบอำนาจ หัวหน้ามักทำทุกอย่าง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พบมากที่สุด เพราะหัวหน้าใหม่อยากแสดงความสามารถและไม่เชื่อใจลูกน้อง แต่การที่หัวหน้าจะประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากความเชื่อมั่นในตัวทีมงานรวมถึงลูกน้อง

7. ปัดความรับผิดชอบ อันนี้ต้องกล้าที่จะรับผิด มิใช่รับแต่ความชอบอย่างเดียว

8. ไม่ควบคุมอารมณ์ ต้องอดทนมากขึ้น เพราะมีเรื่องที่มีปัญหารอเขาแก้ไขอยู่อีกมาก หากเราไม่สามารถจัดการอารมณ์ของเราได้แล้ว จะเป็นปัญหากับเราต่อไปในอนาคต

9. พูดไม่เป็น ต้องฝึกฝนการพูด อย่ามองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ การสื่อสารภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เป็นส่วนสำคัญในการประสบความสำเร็จขององค์กร

10. ขาดความอดทน ปัญหามีไว้ให้เราแก้ เขาจ้างเรามาเพื่อแก้ปัญหา ปัญหาจะทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น ขอให้ท่องคำนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ จะทำให้เราอดทนมากขึ้น