ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4013 (3213)
การประชุมสุดยอดพลังงานที่เมืองเจดดาห์ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นภาพปกติให้เห็น คือ ความผันผวนในตลาดน้ำมัน ดิบโลก และราคาที่มีแรงกดดันให้ปรับขึ้นมากกว่าลง ซาอุดีอาระเบียผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของกลุ่มโอเปก และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันแต่ละวันอีกประมาณ 200,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 9.7 ล้านบาร์เรล ในเดือนกรกฎาคม แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาจากทั้งสมาชิกโอเปกบางประเทศ และ นักวิเคราะห์บางราย มองไปในมุมเดียวกันว่า แผนริเริ่มต่างๆ ของซาอุดีอาระเบียยากจะดึงราคาน้ำมันดิบลงมา เนื่องจากการ พุ่งทะยานเหนือ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาจากการเก็งกำไรในตลาด มากกว่าจะมาจากเหตุผลของการขาดแคลนน้ำมันไมค์ วิตเนอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยน้ำมัน ของโซซิเอเต เชเนราล ในลอนดอน ให้ความเห็นระหว่างให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาร์เรลต่อวัน ไม่ถือว่ามากเลย โดยเฉพาะหากเมื่อเทียบกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งออกมาว่าจะมีการเพิ่มผลิต 500,000 บาร์เรลเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์กได้พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ระหว่างวันที่ 139.89 ดอลลาร์ มากกว่าระดับราคาเมื่อ 6 ปีก่อนถึง 5 เท่าตัว ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การประท้วงและการจลาจลในประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน กระตุ้นเงินเฟ้อให้ปะทุเร็วขึ้น และบีบให้ ผู้บริโภคเชื้อเพลิงบางกลุ่ม โดยเฉพาะ สายการบิน ต้องเลิกกิจการหากพิจารณาจากแถลงการณ์ร่วมของ ที่ประชุมเจดดาห์ จะพบว่าเป้าหมายหนึ่งของผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะในฟากของประเทศ ผู้ผลิตน้ำมัน ได้พุ่งไปที่พฤติกรรมการเก็งกำไร โดยเฉพาะสาระสำคัญที่ "เรียกร้องให้มีการเพิ่มความโปร่งใสและการกำกับดูแลตลาดการเงินผ่านมาตรการต่างๆ ที่จะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของ พวกกองทุนดัชนี (index fund) และ ตรวจสอบพฤติกรรมระหว่างตลาดต่างๆ ในตลาดน้ำมันดิบ"ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่า "การเก็งกำไร" กำลังเป็นประเด็นร้อนทั้งในวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดล่วงหน้า เสนอต่อคณะกรรมาธิการการค้าและพลังงานประจำสภาผู้แทนราษฎร ให้ข้อสรุปว่า นักเก็งกำไรเป็นผู้เล่นรายใหญ่สุดในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า โดยมีสัดส่วนในการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 เท่าของสัดส่วนการซื้อขาย เมื่อ 8 ปีก่อน โดยในปี 2543 นักเก็งกำไรมีสัดส่วนในการควบคุมสัญญาฟิวเจอร์น้ำมันในสถานะผู้ซื้อน้ำมันดิบสหรัฐ 37% ในตลาดนิวยอร์ก เมอร์แคนไทล์ โดยที่เหลือถือครองโดยผู้ที่เข้ามาซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง รวมถึง โรงกลั่น และสายการบิน ซึ่งต้องการประกันความเสี่ยงจากราคาเชื้อเพลิงในช่วงของการส่งมอบ แต่นับถึงเดือนเมษายนปีนี้ นักเก็งกำไรมีสัดส่วนในการควบคุมสัญญาฟิวเจอร์เพิ่มขึ้นเป็น 71%ข้อมูลดังกล่าวเป็นที่มาของแถลงการณ์ผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) โดยจอห์น ดิงเกลล์ ประธานกรรมาธิการการค้าและพลังงาน ซึ่งแสดงความกังวลต่อบทบาทของนักเก็งกำไร และข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าว่า อาจจะไม่เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานของอุปสงค์-อุปทานในตลาด ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนฯสหรัฐยังมีการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อการป้องกันการเก็งกำไรราคาอย่างไม่เป็นธรรม (Prevent Unfair Manipulation of Prices : PUMP) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำจัดช่องโหว่ที่เปิดให้ผู้ค้าในตลาดพลังงานทำกำไรมากเกินควร และสร้างปัญหาราคาน้ำมันแพงให้ผู้บริโภคต้องรับผลกระทบ ร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอโดยบาร์ต สติวแพค ส.ส.สังกัดพรรคเดโมแครต และเป็นประธาน อนุกรรมาธิการฝ่ายการตรวจสอบและการกำกับดูแล ภายใต้กรรมาธิการการค้า และพลังงาน สภาผู้แทนฯ สติวแพคระบุว่า การเก็งกำไรมากเกินควรกำลังจะ "ฆ่า" เศรษฐกิจของสหรัฐ พร้อมตั้งสังเกตว่า ที่ผ่านมาการเก็งกำไร จะมีสัดส่วนในราคาน้ำมันดิบเพียง 8-9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น แต่ปัจจุบันการเก็งกำไรมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกือบครึ่งหนึ่งของระดับราคาอย่างไรก็ตาม สัดส่วนการเก็งกำไร ในตลาดน้ำมันยังมีมุมมองต่าง ดังตัวเลขประเมินของกระทรวงพลังงานสหรัฐ ที่คาดว่าการเก็งกำไรมีสัดส่วนประมาณ 10% ของราคาน้ำมัน หรือประมาณ 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกเหนือจากประเด็นเก็งกำไรแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อราคาน้ำมันยังมาจาก "ดอลลาร์อ่อน" ซึ่งนับจากสิ้นปี 2544 อัตราอ้างอิงของเงินดอลลาร์สหรัฐที่คำนวณจากตะกร้าเงินของประเทศคู่ค้าหลายสกุลได้ลดลง 37% แต่ในแง่ผลกระทบจากราคานั้น พบว่าจากต้นปี 2544-2548 ราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 46% เมื่อคิดจากมูลค่าเงินดอลลาร์ แต่หากเทียบเป็นมูลค่าเงินยูโรจะเพิ่มขึ้นเพียง 8% และเฉพาะในช่วงมกราคม 2549 ถึงมกราคม 2551 พบว่าราคาน้ำมัน ในช่วง 2 ปีนี้ ได้เพิ่มขึ้น 46% เมื่อคิด จากมูลค่าเงินดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 17% เมื่อคิดเป็นเงินยูโรในแง่ปัจจัยของอุปสงค์อุปทาน แอนดรูว์ แบรี จากบาร์รอน สิ่งพิมพ์ในเครือดาวโจนส์ ระบุในบทความเรื่อง Bye Bubble ? : the price of oil may be peaking ว่า โดยเฉลี่ยชาวอเมริกันมีการบริโภคต่อคนอยู่ที่ 25 บาร์เรลต่อปี ญี่ปุ่นใช้พลังงาน 14 บาร์เรลต่อคนต่อปี ขณะที่จีน พบว่า 1.3 พันล้านคน บริโภคน้ำมันแค่ 2 บาร์เรลต่อคนต่อปี และประชากร 1.1 ล้านคนของอินเดีย มีอัตราการใช้น้ำมันไม่ถึง 1 บาร์เรลต่อคนต่อปีอย่างไรก็ตาม เขาได้ตั้งข้อสังเกตในบทความว่า เป็นเรื่องยากที่ประเมินได้ว่าปัจจัยพื้นฐานของอุปสงค์-อุปทานมีผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% ในปีนี้ มากน้อยแค่ไหน และไม่มีใครรู้ว่าปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยดอลลาร์ การเก็งกำไร ในตลาดคอมมอดิตี้ส์ และผลประโยชน์ ของนักลงทุนกลุ่มสถาบัน มีมากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็คิดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่คลางแคลงใจว่า การพุ่งขึ้นของราคามาจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่หลักทาง เศรษฐศาสตร์เท่านั้น
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวร้อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวร้อน แสดงบทความทั้งหมด
26 มิ.ย. 2551
18 มี.ค. 2551
คาด เฟดหั่นดอกเบี้ยแรง กดดัน กนง ลดอัตราดอกเบี้ย
นักวิชาการ “นิด้า” ชี้ไทยอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น หากธนาคารกลางสหรัฐ ลดดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมวันที่ 18 มี.ค.นี้ ชี้ธุรกิจอสังหาฯ จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเมื่อรวม 3 ปัจจัย ทั้งลดดอกเบี้ย มาตรการภาษี และโครงการรถไฟฟ้า
วันนี้ (17 มี.ค.) นายกำพล ปัญญาโกเมศ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการลงทุนและการจัดการความเสี่ยง คณะบริหารธุรกิจ นิด้า คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกประมาณ 0.50% แต่หากเฟดลดดอกเบี้ยลงแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ จะมีผลบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว จะต้องดูผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อด้วย เนื่องจากเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่สำคัญ และถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจากธนาคารกลางในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน รัสเซีย อังกฤษ รวมถึงไทย
นายกำพล กล่าวว่า สำหรับผลกระทบที่จะต่อเนื่องมายังตลาดเงินตลาดทุนของไทยคือ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของไทย น่าจะต้องปรับลดลง และตลาดหุ้นน่าจะได้รับผลทางบวกในระยะสั้นเช่นกัน โดยธุรกิจที่จะได้รับผลดีอย่างชัดเจน คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากเรื่องดอกเบี้ยแล้ว
ยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลทางด้านภาษีที่เพิ่งประกาศออกมา และความชัดเจนเรื่องของโครงการลงทุนในรถไฟฟ้าสายต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐลดดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยิ่งอ่อนค่าลงอีกเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาท ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งผู้เกี่ยวข้องจะต้องหาทางรับมือในเรื่องนี้
“ตอนนี้สหรัฐฯมีเครื่องมือไม่มากนักในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หากลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้แล้วยังไม่ได้ผลก็คงลำบาก เพราะถ้าจะลดดอกเบี้ยลงไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องเงินเฟ้อ ยิ่งในภาวะที่ราคาน้ำมันแพงเช่นปัจจุบันนี้ ก็ยิ่งทำให้การแก้ปัญหายากยิ่งขึ้น” นายกำพล กล่าวสรุปทิ้งท้าย
วันนี้ (17 มี.ค.) นายกำพล ปัญญาโกเมศ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการลงทุนและการจัดการความเสี่ยง คณะบริหารธุรกิจ นิด้า คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกประมาณ 0.50% แต่หากเฟดลดดอกเบี้ยลงแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ จะมีผลบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว จะต้องดูผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อด้วย เนื่องจากเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่สำคัญ และถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจากธนาคารกลางในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน รัสเซีย อังกฤษ รวมถึงไทย
นายกำพล กล่าวว่า สำหรับผลกระทบที่จะต่อเนื่องมายังตลาดเงินตลาดทุนของไทยคือ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของไทย น่าจะต้องปรับลดลง และตลาดหุ้นน่าจะได้รับผลทางบวกในระยะสั้นเช่นกัน โดยธุรกิจที่จะได้รับผลดีอย่างชัดเจน คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากเรื่องดอกเบี้ยแล้ว
ยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลทางด้านภาษีที่เพิ่งประกาศออกมา และความชัดเจนเรื่องของโครงการลงทุนในรถไฟฟ้าสายต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐลดดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยิ่งอ่อนค่าลงอีกเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาท ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งผู้เกี่ยวข้องจะต้องหาทางรับมือในเรื่องนี้
“ตอนนี้สหรัฐฯมีเครื่องมือไม่มากนักในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หากลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้แล้วยังไม่ได้ผลก็คงลำบาก เพราะถ้าจะลดดอกเบี้ยลงไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องเงินเฟ้อ ยิ่งในภาวะที่ราคาน้ำมันแพงเช่นปัจจุบันนี้ ก็ยิ่งทำให้การแก้ปัญหายากยิ่งขึ้น” นายกำพล กล่าวสรุปทิ้งท้าย
17 มี.ค. 2551
ดอลล์ยวบจุดชนวน ศก.โลกป่วนยกใหม่
โพสต์ทูเดย์ — เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเงินสกุลหลักของโลก ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป นักวิเคราะห์ชี้อาจถึงขั้นกลายเป็นวิกฤตการณ์การเงินและเศรษฐกิจครั้งล่าสุด
นักวิเคราะห์ชี้การอ่อนค่าเป็นประวัติการณ์ของเงินเหรียญสหรัฐ บวกกับกระแสวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มช่วงขาลงของมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก เสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจและการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ และอาจรุนแรงพอๆ กับวิกฤตการณ์ครั้งที่แล้วๆ มา
“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของวิกฤตการเงินการธนาคารครั้งประวัติศาสตร์ บวกกับวิกฤตการณ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของแท้” เวโรนิก ริช-ฟลอเรส นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนราล กล่าวพร้อมชี้ว่า ขณะนี้ตลาดต่างเตรียมรับมือกับการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐในระดับที่เลวร้ายกว่านี้
ด้าน ชาร์ลส์ วายพลอตซ์ จากมหาวิทยาลัยเจนีวา กล่าวว่า เรากำลังเผชิญกับการอ่อนค่าของ เงินเหรียญสหรัฐในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ยุติมาตรฐานอัตราแลกเปลี่ยนเบรตตันวูดเมื่อทศวรรษที่ 70
“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณขาดดุลและตัวเลขขาดดุลการค้าอย่างมโหฬารของสหรัฐ การที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเงินยุโรปมาแตะที่ 1.5 ถือเป็นแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นและจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การอ่อนค่าของสกุลเงินมีส่วนกระตุ้นการส่งออกและชะลอการนำเข้าของสหรัฐก็จริง กระนั้นก็ตามหากค่าเงินยังอ่อนตัวลงมากกว่านี้ จะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น” วายพลอตซ์ กล่าว
อีริก แวร์กโนด์ จากบีเอ็นพี พาริบาส์ กล่าวว่า การที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาต่ำกว่า 1 ฟรังก์สวิส เป็นครั้งแรกและต่ำกว่า 100 เยน นับตั้งแต่ปี 2538 ได้กระตุ้นเตือนถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกคราวที่ผ่านๆ มา หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาแทรกแซงความเคลื่อนไหวของค่าเงิน จำเป็นจะต้องใช้มาตรการที่สัมฤทธิผลอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจเสี่ยงที่จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือทางการเงินของตัวเอง
ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่น หลังจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาเกิน 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ได้ก่อให้เกิดกระแสวิตกเกี่ยวกับ ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวมาไม่นาน โดยเฉพาะภาคส่งออกซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ที่จะเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก
นักวิเคราะห์ชี้ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อาจต้องหั่นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ก่อนที่ภาคธุรกิจจะได้รับความเสียหาย แต่ไม่สนับสนุนให้ใช้มาตรการแทรกแซงความเคลื่อนไหวของ ค่าเงิน เพราะอาจก่อให้เกิดความ บาดหมางใจกับสหรัฐ ไม่เพียง เท่านั้นการใช้มาตรการดังกล่าวยังมีผลลัพธ์ในวงจำกัดเท่านั้น
นักวิเคราะห์ชี้การอ่อนค่าเป็นประวัติการณ์ของเงินเหรียญสหรัฐ บวกกับกระแสวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มช่วงขาลงของมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก เสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจและการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ และอาจรุนแรงพอๆ กับวิกฤตการณ์ครั้งที่แล้วๆ มา
“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของวิกฤตการเงินการธนาคารครั้งประวัติศาสตร์ บวกกับวิกฤตการณ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของแท้” เวโรนิก ริช-ฟลอเรส นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนราล กล่าวพร้อมชี้ว่า ขณะนี้ตลาดต่างเตรียมรับมือกับการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐในระดับที่เลวร้ายกว่านี้
ด้าน ชาร์ลส์ วายพลอตซ์ จากมหาวิทยาลัยเจนีวา กล่าวว่า เรากำลังเผชิญกับการอ่อนค่าของ เงินเหรียญสหรัฐในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ยุติมาตรฐานอัตราแลกเปลี่ยนเบรตตันวูดเมื่อทศวรรษที่ 70
“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณขาดดุลและตัวเลขขาดดุลการค้าอย่างมโหฬารของสหรัฐ การที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเงินยุโรปมาแตะที่ 1.5 ถือเป็นแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นและจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การอ่อนค่าของสกุลเงินมีส่วนกระตุ้นการส่งออกและชะลอการนำเข้าของสหรัฐก็จริง กระนั้นก็ตามหากค่าเงินยังอ่อนตัวลงมากกว่านี้ จะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น” วายพลอตซ์ กล่าว
อีริก แวร์กโนด์ จากบีเอ็นพี พาริบาส์ กล่าวว่า การที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาต่ำกว่า 1 ฟรังก์สวิส เป็นครั้งแรกและต่ำกว่า 100 เยน นับตั้งแต่ปี 2538 ได้กระตุ้นเตือนถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกคราวที่ผ่านๆ มา หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาแทรกแซงความเคลื่อนไหวของค่าเงิน จำเป็นจะต้องใช้มาตรการที่สัมฤทธิผลอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจเสี่ยงที่จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือทางการเงินของตัวเอง
ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่น หลังจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาเกิน 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ได้ก่อให้เกิดกระแสวิตกเกี่ยวกับ ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวมาไม่นาน โดยเฉพาะภาคส่งออกซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ที่จะเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก
นักวิเคราะห์ชี้ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อาจต้องหั่นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ก่อนที่ภาคธุรกิจจะได้รับความเสียหาย แต่ไม่สนับสนุนให้ใช้มาตรการแทรกแซงความเคลื่อนไหวของ ค่าเงิน เพราะอาจก่อให้เกิดความ บาดหมางใจกับสหรัฐ ไม่เพียง เท่านั้นการใช้มาตรการดังกล่าวยังมีผลลัพธ์ในวงจำกัดเท่านั้น
15 มี.ค. 2551
เตรียมตัวรับมือ กับความถดถอยของเศรษฐกิจโลก
จากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับเศรษฐกิจและค่าเงินของสหรัฐอเมริกา ประกอบกับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของประเทศจีนและอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจของโลกจะเกิดอาการ "ช็อค" เพราะราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้น ประชากรทุกประเทศจะเริ่มประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น อันจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง และจะมีผลเชื่อมโยงกันทั่วโลกให้เศรษฐกิจในปีนี้เติบโตได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ค่อนข้างมาก
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงานแล้ว แต่ปัญหาบางอย่างก็ยากที่รัฐบาลจะสามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะในเรื่องของราคาสินค้า ที่รัฐบาลจะพยายามลดราคาสินค้าลง ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติ เพราะต้นทุนทุกอย่างปรับเพิ่มขึ้น แต่จะบังคับให้ปรับราคาสินค้าลดลงคงมีความเป็นไปได้น้อย นอกจากนั้นการพยายามตรึงราคาน้ำมัน เป็นวิธีการคิดที่ผิดพลาดอย่างมาก เพราะการตรึงราคาน้ำมันจะมีประโยชน์สำหรับกรณีราคาเพิ่มขึ้นในระยะสั้นๆ แต่จากการวิเคราะห์แล้ว ราคาน้ำมันน่าจะทรงตัวในระดับสูงไปอีกนาน
การแก้ปัญหาของประเทศ ตอนนี้อย่ามองเพียงตัวเลข GDP ที่ต้องการได้เพิ่มขึ้น แต่หันมาให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชน ซึ่งบางครั้งอาจจะสวนทางกับแนวคิดแบบเดิมๆ ลองหันมาใช้แนคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ชีวิตของคนไทยอาจจะมีความสุขมากกว่าปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงานแล้ว แต่ปัญหาบางอย่างก็ยากที่รัฐบาลจะสามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะในเรื่องของราคาสินค้า ที่รัฐบาลจะพยายามลดราคาสินค้าลง ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติ เพราะต้นทุนทุกอย่างปรับเพิ่มขึ้น แต่จะบังคับให้ปรับราคาสินค้าลดลงคงมีความเป็นไปได้น้อย นอกจากนั้นการพยายามตรึงราคาน้ำมัน เป็นวิธีการคิดที่ผิดพลาดอย่างมาก เพราะการตรึงราคาน้ำมันจะมีประโยชน์สำหรับกรณีราคาเพิ่มขึ้นในระยะสั้นๆ แต่จากการวิเคราะห์แล้ว ราคาน้ำมันน่าจะทรงตัวในระดับสูงไปอีกนาน
การแก้ปัญหาของประเทศ ตอนนี้อย่ามองเพียงตัวเลข GDP ที่ต้องการได้เพิ่มขึ้น แต่หันมาให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชน ซึ่งบางครั้งอาจจะสวนทางกับแนวคิดแบบเดิมๆ ลองหันมาใช้แนคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ชีวิตของคนไทยอาจจะมีความสุขมากกว่าปัจจุบัน
14 มี.ค. 2551
เงินเฟ้อจีน-อินเดียพุ่ง ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก
จีนเป็นประเทศหนึ่งที่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 8.7% เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมที่อยู่ที่ 7.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 7.9%
สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ปัจจัยหลักๆ ที่ดันให้เงินเฟ้อในจีน พุ่งสูงขึ้นมาจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอาหารในจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 23% หลังจากที่ต้องเผชิญกับพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ ทำให้พืชผลและเส้นทางคมนาคม ขนส่งถูกทำลายจนส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนต้องชั่งน้ำหนักในการปล่อยให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจะทำให้ความต้องการ ส่งออกชะลอตัวจนกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
สำนักงานสถิติจีนระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้และออกมาตรการที่ได้ผล ท่ามกลางความยากลำบากในการควบคุมเงินเฟ้อตลอดปีที่พุ่งสูงขึ้นจากพายุหิมะ ซึ่งทางการจีนตั้งเป้าที่จะทำให้เงินเฟ้อในปี 2551 อยู่ที่ระดับ 4.8%
ด้านยักษ์เอเชียอีกราย "อินเดีย" ก็เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 9 เดือน ท่ามกลางราคาอาหารผัก ผลไม้ ที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้แบงก์ชาติอินเดียอาจมีโอกาสน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ย
รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมระบุว่า เงินเฟ้อ แตะระดับ 5.02% ในช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ทำให้รัฐบาลอาจต้องดำเนินมาตรการเพื่อรับมือเงินเฟ้อ หลังจาก คาดการณ์ว่าผลผลิตพืชช่วงฤดูหนาว เช่น ข้าวสาลี ข้าว อาจน้อยลงในปีนี้ โดยมองว่าผลผลิตรวมอาจลดลงจาก 106.7 ล้านตัน เหลือ 103.4 ล้านตัน ในปีนี้ และในส่วนของข้าวสาลีลดลงจาก 75.8 ล้านตัน เมื่อปีกลาย เหลือ 74.8 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตข้าวอาจลดจาก 13.2 ล้านตัน เหลือ 12.6 ล้านตัน
ภาวะเศรษฐกิจโลก จึงเริ่มมีความเสี่ยงและความผันผวนสูง เพราะยักษ์ใหญ๋ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา จีน อินเดีย กำลังประสบปัญหา ใครที่เป็นผู้ประกอบธูรกิจภาคการส่งออก คงต้องเตรียมตัวในการหาตลาดเกิดใหม่ เพื่อรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งอาจจะมาถึงในอีก 3 ปีข้างหน้า เตรียมตัวเอาไว้ก่อนปลอดภัยกว่า
สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ปัจจัยหลักๆ ที่ดันให้เงินเฟ้อในจีน พุ่งสูงขึ้นมาจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอาหารในจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 23% หลังจากที่ต้องเผชิญกับพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ ทำให้พืชผลและเส้นทางคมนาคม ขนส่งถูกทำลายจนส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนต้องชั่งน้ำหนักในการปล่อยให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจะทำให้ความต้องการ ส่งออกชะลอตัวจนกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
สำนักงานสถิติจีนระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้และออกมาตรการที่ได้ผล ท่ามกลางความยากลำบากในการควบคุมเงินเฟ้อตลอดปีที่พุ่งสูงขึ้นจากพายุหิมะ ซึ่งทางการจีนตั้งเป้าที่จะทำให้เงินเฟ้อในปี 2551 อยู่ที่ระดับ 4.8%
ด้านยักษ์เอเชียอีกราย "อินเดีย" ก็เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 9 เดือน ท่ามกลางราคาอาหารผัก ผลไม้ ที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้แบงก์ชาติอินเดียอาจมีโอกาสน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ย
รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมระบุว่า เงินเฟ้อ แตะระดับ 5.02% ในช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ทำให้รัฐบาลอาจต้องดำเนินมาตรการเพื่อรับมือเงินเฟ้อ หลังจาก คาดการณ์ว่าผลผลิตพืชช่วงฤดูหนาว เช่น ข้าวสาลี ข้าว อาจน้อยลงในปีนี้ โดยมองว่าผลผลิตรวมอาจลดลงจาก 106.7 ล้านตัน เหลือ 103.4 ล้านตัน ในปีนี้ และในส่วนของข้าวสาลีลดลงจาก 75.8 ล้านตัน เมื่อปีกลาย เหลือ 74.8 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตข้าวอาจลดจาก 13.2 ล้านตัน เหลือ 12.6 ล้านตัน
ภาวะเศรษฐกิจโลก จึงเริ่มมีความเสี่ยงและความผันผวนสูง เพราะยักษ์ใหญ๋ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา จีน อินเดีย กำลังประสบปัญหา ใครที่เป็นผู้ประกอบธูรกิจภาคการส่งออก คงต้องเตรียมตัวในการหาตลาดเกิดใหม่ เพื่อรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งอาจจะมาถึงในอีก 3 ปีข้างหน้า เตรียมตัวเอาไว้ก่อนปลอดภัยกว่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)