แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ GM's views แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ GM's views แสดงบทความทั้งหมด

6 ก.ค. 2556

การสร้างสมดุลภายในองค์กร

หลังจากว่างเว้นจากการเขียนบล๊อกไปเกือบ 4 ปี วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้
กลับมาเขียนเล่าประสบการณ์และแนวคิดของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งจะขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง "การสร้างสมดุลภายในองค์กร"

การจะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ พวกเราจะต้องร่วมกันสร้างความสมดุลภายในองค์กรของเราให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยความสมดุลที่ว่านี้มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กันองค์กรจึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ความสมดุลด้านแรก คือผลประกอบการของบริษัท จะต้องดีเพียงพอที่จะทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้ และสามารถพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่อง

ความสมดุลด้านที่สอง คือความพึงพอใจของลูกค้า หากลูกค้ามีความพึงพอใจในการใช้บริการย่อมจะส่งผลให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ความสมดุลด้านที่สาม คือการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้องค์กรต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งควรให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ อันจะทำให้องค์กรได้รับความร่วมมือจากพนักงานที่จะเป็นปัจจัยหลัก ในการทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ  

ความสมดุลด้านที่สี่ คือ ความพึงพอใจของพนักงาน ผมคิดว่าความสมดุลนี้มีความสำคัญมากที่สุดโดยเฉพาะธุรกิจบริการ พนักงานจะต้องมี ความสุขที่จะให้บริการ ซึ่งสิ่งนี้จะสะท้อนออกมาผ่านคุณภาพการบริการ เพราะหากเรามีความสุขที่จะให้บริการ การบริการย่อมจะออกมาดี ส่งผลให้ลูกค้าพึงพอใจ สิ่งที่จะทำให้พนักงานมีความสุขที่จะให้บริการ ต้องเกิดจากการที่ พนักงานภูมิใจในงานที่ตนเองทำ ภูมิใจที่ได้ทำงานในองค์กร

หน้าที่ของผู้บริหารคือต้องพยายามสร้างสมดุลทั้ง 4 ด้านนี้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร

19 มิ.ย. 2551

ทำไม ไม่ควรรั้ง พนักงานที่ขอลาออก

จากบทความคราวที่แล้ว อาจจะมีข้อสงสัยว่าทำไมผมไม่นิยมรั้งพนักงานที่ขอลาออก สาเหตุแรกคือ พนักงานที่จะลาออกส่วนใหญ่จะต้องมีปัญหา ที่บริษัทไม่สามารถตอบสนองความต้องการบางอย่างของพนักงานคนนั้นได้ เพราะฉะนั้นหากผมรั้งให้พนักงานอยู่ต่อ... จากประสบการณ์อีกไม่นานพนักงานคนนั้นก็ต้องลาออกอีกครั้งอยู่ดี
สาเหตุที่สอง หากพนักงานคนนั้นมีความรักองค์กรจริง เมื่อเขาประสบปัญหาเขาควรจะแจ้งให้บริษัทรับทราบเพื่อทำการแก้ไข มิใช่การบอกให้บริษัททราบในวันที่เขาลาออก ... อย่างนั้นแสดงว่าเขาไม่รักองค์กรจริง แต่ผู้บริหารเองก็ต้องพิจารณาด้วยนะครับว่า ท่านให้โอกาสพนักงานของท่านถ่ายทอดปัญหาให้กับท่านได้รับฟังบ้างหรือไม่ ถ้าท่านไม่เคยรับฟัง ... อย่าได้แปลกใจที่องค์กรของท่านจะมีพนักงานลาออกเรื่อยๆ โดยท่านไม่สามารถแก้ไขได้
สาเหตุที่สาม คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด ... การที่พนักงานขอลาออก แสดงว่าพนักงานคนนั้นหมด "ใจ" ในการทำงานให้กับบริษัทแล้ว ... พนักงานที่หมด "ใจ" จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงกว่า 30% แล้วท่านคิดว่าเมื่อประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เช่นนี้แล้ว ท่านยังอยากจะจ้างพนักงานคนนี้ ด้วยเงินเดือนเท่าเดิมหรือไม่ ... ไม่ต้องพูดถึงการขึ้นเงินเดือนให้พนักงานอยู่ต่อครับ
ท่านควรจะไปเพิ่มเงินเดือนให้กับคนที่จงรักภักดีกับองค์กรให้มากขึ้น แก้ปัญหาที่ได้รับฟังจากพนักงานที่ลาออก เพื่อไม่ให้คนรับใหม่ต้องเจอกับสภาพเช่นเดิมอีก ... ที่สำคัญอย่าลืมอวยพรให้กับพนักงานที่ลาออกโชคดีด้วยนะครับ ...

18 มิ.ย. 2551

พนักงานขอลาออก?

พนักงาน คือ ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ การสูญเสียพนักงานย่อมส่งผลกับองค์กรไม่มากก็น้อย แล้วเราควรจะจัดการกับพนักงานที่ลาออกอย่างไรดี

ผู้บริหารบางคนจะเรียกพนักงานมาแล้ว เพิ่มเงินเดือนให้ นี่คือวิธีการที่นิยมใช้มากที่สุด เพื่อเหนี่ยวรั้งพนักงานเอาไว้ แต่จะบอกว่าวิธีการนี้ส่งผลเสียมากที่สุดเช่นกัน เพราะจะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด และไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของพนักงาน แถมยังสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้กับพนักงานที่จงรักภักดีกับองค์กร ไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยมีปากเสียง แต่ไม่ได้รับการปรับเงินเดือน
ผู้บริหารบางคนไม่สนใจ คุณจะลาออกก็เชิญ บริษัทนี้มีแต่คนอยากจะเข้ามาทำงาน คุณออกไปคนเดียวไม่กระทบกับองค์กรหรอก ก็อาจจะถูกแต่มันทำให้คุณเสียโอกาสที่สำคัญไปนะ
ผู้บริหารที่ดี ควรจะเรียกพนักงานเข้ามาเพื่อทำการสัมภาษณ์ก่อนออกจากงาน ซึ่งคุณจะได้รับข้อมูลบางอย่างที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ขอให้คิดไว้เสมอว่าสาเหตุของการลาออกของพนักงานไม่ได้มีแค่สาเหตุจากเรื่องผลตอบแทนเท่านั้น แต่มีสาเหตุอื่นๆ อีกหลายสาเหตุที่มีเหตุผลมากกว่า
ผมเองจะไม่นิยม ที่จะรั้งพนักงานที่ขอลาออกให้ทำงานต่อ ... สาเหตุ เหรอครับ เอาไว้คราวน่าจะเล่าให้ฟังครับ

4 มี.ค. 2551

เศรษฐกิจการพนัน

รังสิมันตุ์ กิ่งแก้ว 3/12/2546

ในทางเศรษฐศาสตร์มีสินค้าบางประเภท ที่นอกจากผู้บริโภคจะได้รับอรรถประโยชน์(Utility) จากการบริโภคสินค้านั้นแล้ว ผู้ที่ไม่ได้บริโภคสินค้าเหล่านั้น(หรือสังคม)จะได้รับผลกระทบด้วย หรือเรียกว่ามีผลกระทบภายนอก (Externality) โดยผลกระทบภายนอกอาจจะมีทั้งทางบวก คือทำให้อรรถประโยชน์สังคม (Social Utilities) สูงขึ้น หรือเรียกว่า “สินค้าที่มีผลดีต่อสังคม” (Merit Goods) ส่วนสินค้าที่มีผลทางลบ จะทำให้อรรถประโยชน์สังคม (Social Utilities) ต่ำลง หรือเรียกว่า “สินค้าที่มีภัยต่อสังคม” (Demerit Goods)โดยสินค้าที่มีภัยต่อสังคม หากปล่อยให้มีการผลิตอย่างเสรีจะมีการผลิตมากเกินไป ตรงกันข้ามกับสินค้าที่มีผลดีต่อสังคม ที่หากปล่อยให้มีการผลิตอย่างเสรีจะมีการผลิตน้อยเกินไป ดังนั้นสำหรับสินค้าที่มีผลกระทบภายนอกหากปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี จะทำให้อรรถประโยชน์ของสังคมต่ำกว่าที่ควรจะเป็น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงการผลิตของสินค้าทั้งสองประเภท เพื่อให้สังคมได้รับอรรถประโยชน์สูงสุด (Maximize Social Utilities)

การพนันเป็น “สินค้าที่มีภัยต่อสังคม” ประเภทหนึ่ง ซึ่งส่งผลในให้อรรถประโยชน์ของสังคมต่ำลง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะเข้ามาควบคุม การควบคุมเรื่องการเล่นพนัน ควรจะไม่ให้มีกิจกรรมนี้ภายในประเทศ แต่ในทางปฏิบัติไม่มีประเทศไหนสามารถขจัดการพนันให้หมดไปจากสังคมได้ หากแต่สามารถควบคุมการเล่นพนันให้อยู่ในกรอบ

การที่รัฐจะสามารถควบคุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมได้นั้น เจ้าหน้าที่รัฐผู้ควบคุมกฎหมายจะต้องบังคับใช้กฎที่มีอยู่อย่างเข้มแข็ง แต่การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ค่อนข้างจะย่อหย่อน เป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งหากตั้งใจจริงในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ปัญหาที่ว่ายาก ตำรวจไทยก็สามารถแก้ได้ เช่น การปราบปรามยาเสพติด ที่ทำได้เห็นผลอย่างชัดเจน แต่การบังคับใช้กฎหมายกับนักพนันก็เป็นเรื่องยาก เพราะสังคมยังไม่รู้สึกว่าการพนันเป็นความผิดร้ายแรง บางคนสนับสนุนให้ทำอย่างถูกกฎหมาย ที่สำคัญที่สุดคือ การคงอยู่ของ “ธุรกิจใต้ดิน” เป็นผลมาจากการได้รับความคุ้มครองจากผู้รักษากฎหมาย ตราบใดที่ผู้รักษากฎหมายยังได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจนอกกฎหมาย ธุรกิจนอกกฎหมายก็จะยังคงอยู่ในสังคมไทยต่อไป
การที่รัฐพยายามจะจัดการให้ “เศรษฐกิจการพนัน” กระทำอย่างถูกกฎหมาย ต้องคิดอย่างรอบคอบว่าจะมีวิธีการจัดการอย่างไร เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคม โดยเฉพาะกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และอีกส่วนที่มีความสำคัญ คือ การจัดสรรรายได้ของรัฐจำนวนมหาศาลที่เกิดจาก “เศรษฐกิจการพนัน”

เงินที่รัฐสามารถจัดเก็บได้ จากการนำ “เศรษฐกิจการพนัน” มาทำให้ถูกกฎหมาย อาจจะแยกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรก คือ กำไรหรือภาษีที่จัดเก็บได้ จากธุรกิจประเภทนั้น และ ส่วนที่สอง คือ เงินหมุนเวียนและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าเงินทั้งสองส่วนจะเป็นเงินนับแสนล้านบาท หากนำทั้งโต๊ะบอลและบ่อนคาสิโน มาทำให้ถูกกฎหมาย เนื่องจากเม็ดเงินหมุนเวียนที่เล่นกันอยู่ใน “เศรษฐกิจการพนัน” มีจำนวนมากถึง 1.5 ล้านล้านบาท และหากคิดกำไรแล้วในแต่ละปีจะมีกำไรถึง 3.4 แสนล้านบาท
การนำเงินส่วนหนึ่งมาชดเชยให้กับสังคมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อลดผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการนำธุรกิจผิดกฎหมายมาทำให้ถูกกฎหมาย โดยพยายามจัดสรรเงินในส่วนนี้ไปสนับสนุน (Subsidy) การผลิต “สินค้าที่มีผลดีต่อสังคม”(การศึกษา การสาธารณสุข และการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ) ซึ่งอาจจะแบ่งเงินออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกนำเงินไปพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อยกระดับพื้นฐานทางด้านความคิดของเยาวชนในประเทศ ให้รับรู้ถึงผลกระทบของการเป็นทาสของ การพนัน ส่วนที่สองควรนำเงินไปสนับสนุนทางด้านสาธารณสุขของประเทศ ส่วนสุดท้ายนำไปจัดแบ่งให้กับข้าราชการตำรวจที่จะต้องรับผิดชอบในการดูแลสังคมที่เพิ่มขึ้น

เงินใน “เศรษฐกิจการพนัน” มีความเกี่ยวโยงถึงกันระหว่างนักการเมืองระดับชาติกับนักการเมืองท้องถิ่น และนำมาสู่การแสวงหาผลประโยชน์ในด้านอื่นๆ จนทำให้ “เศรษฐกิจการพนัน” มีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ การที่รัฐจะเข้ามาจัดการเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องมีความโปร่งใส เพราะมีนักการเมืองในรัฐบาลอาจจะได้รับผลประโยชน์ บนความเสื่อมถอยของสังคมไทย…

1 มี.ค. 2551

แรงผลักดันด้านต้นทุน เราจะรับมืออย่างไร? (จบ)

แนวโน้มต้นทุนของธุรกิจ โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะคงตัวในระดับสูงอยู่ต่อไป เราได้ทราบวิธีการบางส่วนในการรับมือกับแรงผลักดันทางด้านต้นทุน จากบทความก่อนหน้านี้ ครั้งนี้เราจะมาทราบวิธีการอื่นๆ เพิ่มเติมในการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น

1. หาแหล่งวัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจึงมีต้นทุนต่ำลง

2. การทำให้ทรัพยากรบุคคลของบริษัททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาจจะมีการ Traning พนักงานตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับผู้บริหาร

3. หันมาใช้พลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านโรงงาน สามารถใช้พนักงานทดแทนได้มาก อันได้แก่พลังงานหมุนเวียน

4. Recycle and Re-used เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทรู้ แต่กลับไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง หากนำมาปฏิบัติกันอย่างจริงจังจะสามารถลดค่าใช้จ่ายของบริษัทได้มาก

5. ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการลดต้นทุนทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะต้นทุนในการประชาสัมพันธ์สามารถลดลงได้มาก หากเปลี่ยนมาใช้การประชาสัมพันธ์ทางอินเตอร์เน็ต

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านสามารถรับมือกับแรงผลักดันทางด้านต้นทุนได้ดีขึ้น

27 ก.พ. 2551

แรงผลักดันทางด้านต้นทุน เราจะรับมืออย่างไร?

แรงผลักดันทางด้านต้นทุน เราจะรับมืออย่างไร?

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังมีความเสี่ยงอยู่มากพอสมควร ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอันได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากการได้รับใบแดงของประธานสภาผู้แทนรษฎร กำลังซื้อของภาคประชาชนที่ถดถอย การถดถอยของเศรษฐกิจอเมริกา และที่สำคัญที่สุดคือแรงกดดันจากราคาน้ำมัน ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มมากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการผลิต ในขณะที่กำลังในการจับจ่ายใช้สอยลดลง ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีความระมัดระวัง รวมถึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดจากวิกฤตดังกล่าว ซึ่งแนวทางในการรับมือกับปัญหาดังกล่าวสามารถกระทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ โดยผมจะเสนอแนวทางแบบทั่วไป ที่สามารถกระทำได้ในทุกองค์กร

1. ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะระบบปรับอากาศและแสงสว่าง ซี่งทุกองค์กรต้องใส่ใจมากขึ้น แม้จะเป็นต้นทุนส่วนน้อย แต่ก็สามารถลดได้ง่ายที่สุด ถ้าอยากจะให้ได้ผลมากขึ้นต้องมีการกำหนดเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน และส่งมอบเป้าหมายเหล่านั้นให้พนักงานทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ

2. เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ด้วยการลดจำนวนของเสียจากการผลิต ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่มีความจำเป็น ซึ่งอาจจะนำเครื่องมือ อาทิ 5ส. หรือ Six Sigma มาใช้จะช่วยทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. วิจัยความต้องการของตลาด แม้ว่าการวิจัยทางการตลาดจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่รับรองได้ว่าจะช่วยทำให้บริษัท ดำเนินกิจการไปในแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นผลดีกับบริษัทในระยะยาว

4. เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ Logistic อาทิ ลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า

5. ลดการ Stock สินค้า มากเกินกว่าความจะเป็น ด้วยการนำเทคนิค "การสั่งสินค้าประหยัดสุด" มาใช้ ซึ่งต้องเริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลการขายและการสั่งสินค้าที่ชัดเจน ประเด็นนี้ผู้ประกอบรายย่อยมักจะละเลยทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

6. สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ด้วยการสร้างความแตกต่างกับสินค้า หรือการสร้างห่วงโซ่มูลค่าในขั้นตอนต่างๆ

7. ลดขนาดของสินค้าแทนการเพิ่มราคา เพราะกำลังซื้อที่ลดลง การเพิ่มราคาสินค้าจะยิ่งทำให้ความต้องการลดลง

พรุ่งนี้มาว่ากันต่อส่วนที่เหลือครับ

23 ก.ย. 2550

ทำไม "พนักงานจึงลาออก"

ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาองค์กร ก็คือการขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่จะมีอัตราการลาออกของพนักงานเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรเป็นอย่างมาก ในการหาทรัพยากรบุคคลใหม่มาทดแทนและฝึกอบรมเพื่อให้พนักงานใหม่สามารถทำงานทดแทนพนักงานคนเดิมที่ลาออกไปได้

สาเหตุของการลาออกจากงานเท่าที่ประมวลได้จากการสอบถามและการสัมภาษณ์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีดังต่อไปนี้

1.ไม่พอใจอัตราค่าจ้าง 2.งานไม่ตรงกับสายวิชาที่เรียนมา 3.งานหนัก 4.ที่พักอยู่ไกลที่ทำงาน และเดินทางไม่สะดวก
5.ที่ทำงานอบอ้าวอุดอู้ คับแคบอากาศร้อน เสียงดัง 6.ไม่มีค่าล่วงเวลา 7.ผู้บังคับบัญชาไม่เอาใจใส่พนักงาน 8.เข้ากับผู้ร่วมงานไม่ได้ 9.ผู้บังคับบัญชาตำหนิรุนแรงหรือดุด่า 10.ทำงานต่ำกว่าคุณวุฒิ 11.ไม่พอใจสวัสดิการ 12.ม่มีความก้าวหน้าในงานที่ทำ
13.สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ดี 14. ผู้บังคับบัญชาไม่สอนงานดีแต่ดุว่า 15.มีความคาดหวังในงานสูงและผิดหวัง 16. มีแต่ตำหนิไม่มีคำชม 17.ขาดความอบอุ่นใจ 18.ผู้บังคับบัญชามีอคติ 20. การชักจูงจากเพื่อนในที่ทำงานซึ่งมีรายได้สูง
21. เบื่องานและผู้บังคับบัญชา 22. ได้งานที่ดีกว่า ค่าตอบแทนสูงกว่า 23. ได้รับข้อเสนอตำแหน่งสูงกว่าเดิม

หัวหน้าหรือผู้บริหารหลายคน มักจะแก้ปัญหาพนักงานลาออกด้วยการเพิ่มเงินเดือน แต่หากลองพิจารณาสาเหตุของการลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินเดือน เพราะฉะนั้นการปรับเงินเดือนขึ้น จึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาการลาออกของพนักงาน แต่วิธีการที่ดีที่สุด คือ "เพิ่มความใส่ใจในตัวพนักงานของท่านให้มากขึ้น"

22 ก.ย. 2550

บริหารงานให้สำเร็จด้วย "วัฒนธรรมองค์กร"

วัฒนธรรมองค์กร หมายถึง ความคาดหวัง ค่านิยม บรรทัดฐาน คุณค่า ความเชื่อ ปรัชญา และอุดมการณ์ที่บุคคลในองค์กรนั้นสร้างขึ้น รับรู้ร่วมกันเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ และมีการถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งทำให้บุคลากรในองค์กรรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีความผูกพันกับองค์กร

วัฒนธรรมขององค์กรมีผลอย่างยิ่งต่อกระบวนการดำเนินงานในองค์กรนั้นๆ ส่งผลถึงความสามารถขององค์กรในการดำเนินกลยุทธ์ ดังนั้น หน้าที่บางประการหนึ่งขององค์กรและผู้บริหาร คือการวิเคราะห์และพิจารณาถึงผลกระทบต่อองค์กรว่าคุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่โดยการปรับเปลี่ยนการสื่อสาร สร้างความเข้าใจและการยอมรับ การพัฒนาและการฝึกอบรม เปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร หรือเลือกจ้างพนักงานใหม่ให้เหมาะสมกับกลยุทธ์ เพื่อทำให้บุคลากรภายในองค์กรมุ่งไปสู่เป้าหมายขององค์กร

ดังนั้น หากผู้บริหารต้องการให้องค์กรของท่านประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ในอนาคตหรือ Vision ท่านต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องและสนับสนุน Vision ของท่าน และนำสิ่งเหล่านั้นไปเผยแพร่ให้กับพนักงานทุกคนรับทราบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรของท่านสร้าง "วัฒนธรรม" ขององค์กรท่านขึ้นมา อย่าเพียงแค่คิดแล้วเก็บไว้ในใจของท่านคนเดียว เพราะวัฒนธรรมองค์กรจะต้องเกิดจากทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม มิเช่นนั้น การสร้างวัฒนธรรมองค์กรจะไม่มีทางสำเร็จ

16 ก.ย. 2550

ตอบคำถาม "เศรษฐกิจเกี่ยวข้องอะไรกับเรา" ตอนที่ 1

สวัสดีผู้ติดตามทุกท่าน เมื่อวานเริ่มต้นกันด้วยบทความภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะไกลตัวใครหลายคน วันนี้จึงอยากจะนำเสนอเรื่องราวที่น่าจะใกล้ตัวทุกท่านมากขึ้น

หลายคนมักมีข้อสงสัยว่า ทำไมข่าวเศรษฐกิจมักจะพูดถึงเรื่องของ "เศรษฐกิจอเมริกา" มันเกี่ยวข้องกับประเทศเราตรงไหน เขาอยู่ห่างกันคนละซีกโลก ทำไมเราต้องสนใจเศรษฐกิจของเขาด้วย

อันที่จริงแล้วเศรษฐกิจอเมริกา ไม่ใช่มีความสำคัญกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียวหรอกครับ แต่ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐิกจของโลกอีกด้วย ...ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเราลองมาดูคำตอบกัน
1. ประเทศอเมริกามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด โดยมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของโลก คิดง่ายๆ ก็คือ รายได้ในโลกนี้เกิดขึ้นทั้งหมดเท่าไร จะเป็นของประเทศอมเริกาเสีย 1 ส่วน เมื่อมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. ประเทศอเมริกา เป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของโลก เพราะฉะนั้นประเทศอื่นๆ ที่เจริญเติบโตโดยพึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจอเมริกา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย
3. การที่ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบโดยตรงกับรายได้ของประชาชนภายในประเทศ ซึ่งรายได้ก็จะมีผลเชื่อมโยงกับค่าใช้จ่าย เช่น ถ้าเศรษฐกิจถดถอย รายได้ของประชาชนจะลดลง ประชาชนก็จะลดการใช้จ่ายลง ซึ่งจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากต่าวประเทศลดลงด้วย ในทางกลับกันถ้าเศรษฐกิจดี ประชาชนจะนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น
4. ประเทศไทย ส่งออกสินค้าไปยังประเทศอเมริกามากที่สุด คิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด ในขณะเดียงกันภาคการส่งออกของไทยคิดเป็นร้อยละ 60 ของรายได้ประชาชาติของประเทศ ดังนั้น หากการส่งออกของไทยลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยรวม

จากผลของทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น จะให้ได้เศรษฐกิจไทยได้มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของอเมริกาเป็นอย่างมาก ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิของอเมริกา ประเทศไทยจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ....